tick-travel



หอบสังขาร(อันไม่ฟิต)ของตัวเอง บวกกับอาการเบื่อๆอยากๆ - อยากๆ เบื่อๆ
ลงทุนตีตั๋วรถทัวร์กรุงเทพฯ-ปราณบุรี 175 บาทขาดตัว
ควงคู่เพื่อนสาวแสนสวย (แต่ช่วงนี้รู้สึกว่าจะอวบไปนิดนะยะหล่อน)
ไประริกระรี้ ตามประสาสาวโสด โสด โสด โสด (โปรดทำเสียงเอ๊กโคว่วววว)
ไปเที่ยวกับเพื่อน .. จะขึ้นเขา ลงห้วย หรือให้ไปไหน อีตริ๊กก็ไปทั้งนั้นแหล่ะค่า

งั้น หมู่เฮาก็ไปทะเลกันเถอะนะจ๊ะ ... ช่วงนี้อยากทำตัว Chill Chill ยังไงไม่รู้ฮ่ะ

ไปทะเลอาจช่วยได้ ... (ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ ... ไปเหอะ หิวทะเล - หิวทะล)

ทริปนี้ถือว่าเป็นนัดล้างตา เพราะทะเลที่เราไปกันนั้น
ครั้งล่าสุดที่มาเยือน มันผ่านมาแล้วถึง 8 ปี
!

กลับมาที่นี่ อีกครั้ง แน่นอนว่า ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ...

เหมือนกับน้ำขึ้นน้ำลงนั่นแหล่ะ

แต่ที่แน่ๆเลยก็คือ มิตรภาพของเรา ยังไงก็ไม่เปลี่ยน ....

จริงไหมจ๊ะเพื่อนจ๋า ?

กิจกรรมประจำชั่วโมง ตลอดสองวันที่ไปสิงอยุ่ในดงสน โอบล้อมด้วยภูเขาหินปูน

ตรงหน้าเราเป็นทะเลที่สวยแบบเรียบๆ ซึ่งเหมาะกับคนที่กำลังอยากอยุ่เงียบๆ

อยู่เงียบๆ ในที่นี้ หมายถึง นอนหลับคาเก้าอี้นั่นเอง (เป็นกิจกรรมที่เหมาะกับเดี๊ยนมากๆเรยยย)


พอกางเต้นท์เสร็จ สองเฮาก็สถิต ณ เก้าอี้ชายหาดประจำกาย
นอนพุงปลิ้นอยู่ริมหาด น้องหมาเจ้าถิ่นวิ่งมาทักทายแขกแปลกหน้าและหน้าแปลก
จากนั้นหมู่เฮาก็นอนอืดๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก(เพราะว่าท้องอืดนั่นเอง ... รู้สึกอยากตดตลอดเวลา)

หนังสือที่พกมาคนละเล่ม ก็อ่านไปได้แค่ไม่กี่ตัวหรอก ... หลับซะ



พอตื่นก็เดินไปหาของกินที่โรงครัว

กินอิ่มก็ปีนเขา ไปมุดถ้ำเพื่อย่อยอาหาร

ตกเย็นก็ไปตากลมริมหาด ดูปูขุดรู ... อุ๊ย สนุกๆจริงๆ

พอพระอาทิตย์ตกหลังเขา ... พระจันทร์ก็เตรียม stand by

เป็น Full Moon ที่เรียบง่าย แต่ได้ใจความ

วันๆ ก็มีแค่นี้ ... กิจกรรมง่ายๆ แต่สบายใจจัง

...

ถ้ามาถามว่า ชอบภูเขาหรือทะเล

ขอตอบว่าชอบทั้งสองที่

แต่ถ้าจะให้ดี

ไปภูเขาแล้วแถมทะเลแบบนี้หล่ะ

ชอบ มาก - มาก


edit @ 2007/03/05 02:28:12



ไม่รู้จะอัพอะไรดี อากาศร้อนแล้วอ่อนแรง
พลังงานมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ... เกิดอาการ ... เบื่อๆขึ้นมาซะอย่างงั้น

...
คิมน้องรัก ชวนไปงานเวิร์คช็อปเกี่ยวกับการถ่ายภาพนกและก็การถ่ายภาพ Portrait
งานนี้เจ้าภาพคือ Nikon , Focusing Club , Manfrotto และก็นิตยสาร PHOTOTECH
คิดว่าอยู่บ้านเฉยๆมันก็ร้อน ... (ออกไปนอกบ้านร้อนตับแตกยิ่งกว่า
แต่ ... ก็ยังดีกว่านอนอยู่บ้านเฉยๆใช่ไหม ... )

ดังนั้น เมื่อนังคิมมันมาชวนออกไปแร่ดนอกบ้าน ... มีหรือที่จะปฏิเสธ

ได้ความรู้เยอะดี สำหรับคนชอบถ่ายรูป บางที่เราคิดว่ารู้แล้ว บางทีอาจจะรู้ไม่จริงก็ได้

...

ไม่ได้ถ่ายรูปบรรยากาศการ workshop มาให้ดุกันนะ
เพราะไม่รู้จะถ่ายอะไร เราไปถึงงานสาย เลยได้ที่นั่งซะไกล
มองจอไม่ค่อยเห็น ชะเง้อจนคอจะยาวเป็นยีราฟอยู่แร๊ว

...

เนื่องจากเราสองคนขี้เกียจแบกกล้องมาด้วย (แค่มานั่งดูเฉยๆก็โอเคแล้วล่ะ)
ดังนั้น ช่วง Workshop ซึ่งทางผู้จัดเค้าจัดนางแบบมาให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาลองถ่ายกันจริงๆ
เราจึงแอบแว่บออกมาก่อน ... คนเยอะมาก แหวกฝูงชนไปรุมถ่ายสาวๆไม่ไหว
ขอจรลีไปเดินตลาดนัดจตุจักรกันดีกว่า

...

ใครว่าอากาศร้อนๆ คนจะกลัวแดด
ไม่จริ๊ง ไม่จริง
เพราะวันอาทิตย์ที่ผ่าน ตลาดนัดจตุจักร ก็ยังคงคอนเซ็บ .... คนเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น นานาชาติ ... หาได้กลัวแดดเมืองไทยไม่ ...


อากาศร้อนจนอยากจะร้องกรี๊ดเป็นภาษาขอม ...
(ขนาดเห็นโคมไฟ ยังอยากจะเอาน้ำไปสาดเลย ... เห็นแล้วร้อน)


เดินวนๆอยู่ใน JJ กะนังคิม ชักจะเริ่มเหนียวๆหัว ...
ทีแรกนังคิมมันจะเดินหาซื้อผ้าพาสดิน่า (กะเอาไว้โพกหัวเวลาไปถ่ายรูป...แบบว่ามันเท่ห์ดีไง)
แต่เดินหาร้านที่ว่าไม่เจอ คนก็เยอะ วู๊ยตาลายหว่ะแก ไม่ไหวแล้ว กลับบ้านกันดีกว่านะน้องรัก

สรุปว่า อีเจ๊ตริ๊กได้ตะบองเพชรมา 2 กระถาง (เดี๋ยวจะเอามาให้ดูนะ ... ลืมถ่ายรูป)

...


สะพานลอยหน้าปากซอยก่อนเข้าบ้าน ...
บ่ายแก่ๆ แดดงี๊แสบตาแปร๊ซซซซซๆๆๆ
ตรงไหนที่มันมีร่มเงา เราก็จะเบียดกายไปหลบแดด ...
นี่ขนาดเงาธง เรายังเดินเข้าไปอาศัยบังกาย
เพิ่งรู้ซึ้งถึงคำว่า "ใต้ร่มธงไทย" ... ก็วันนี้แหล่ะว๊า


เพิ่งหยิบย่ามใบนี้มาใช้ ... จริงๆตั้งใจซื้อมาฝากครูมะแต น้องสาวฉุดฉวย
แต่ซื้อมา ไม่เห็นมันจะเอามาใช้เลยหว่ะ ... คนซื้อให้งอนนะโว๊ยเนี่ย
ดังนั้น ... ซัมเมอร์แบบนี้ สะพายย่ามสีแร่ดๆแบบนี้ล่ะแจ่มสุด ...
เมดอินพม่า ... มีใบเดียวในประเทศไทย ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เพิ่งรู้ว่า ย่าม เป็นกระเป๋าสารพัดประโยชน์จริงๆนะ ... ถึงมันจะเชยแหล่กก็ตามเถอะ
แต่ย่าม สามารถจุของได้เยอะมากๆๆๆๆ ใส่หนังสือ หนังสือก้ไม่ยับ ไม่เสียทรง
ใส่กล้องตัวใหญ่ๆก็ได้ หยิบของก็ง่าย ไม่ต้องกลัวโดนล้วง เพราะเวลาเราสะพาย
ปากกระเป๋ามันจะปิดสนิทโดยอัตโนมัติ
(รู้งี๊ซื้อมาหลายๆใบก็ดีอ่ะ ... )



ปิดท้ายด้วย ดาวพระศุกร์อั๊บเดท
ตอนนี้นังหนูดาวพระศุกร์ โตขึ้นมาหน่อยแล้ว เป็นแมวเดอะสตาร์ก๋ากั่น กระเปิ๊บๆๆๆ


สามารถกินนมได้เอง (แต่ยังชงนมเองไม่ด๊าย)
ดาวพระศุกร์ก็แฮปปูรี่ดี กระโดดโด๊งๆๆๆๆทั้งกลางวันและกลางคืน


...

โฮ๊ย .. ร้อน ... อัพบล็อกยังเหนื่อยเลยอ่ะคิดดู




.
.
.

วันไหนที่จิตใจของเราเศร้าหมอง


เราจะนึกถึงเย็นวันนั้น ...
ที่ทะเลสาบอินเล ประเทศพม่า

ขณะที่เรากำลังนั่งหนาวจนปากสั่นอยู่บนเรือหางยาวที่กำลังแล่นบนเวิ้งน้ำสุดลูกหูลูกตา
มองดูพระอาทิตย์ กำลังค่อยๆกลิ้งหลบหลังภูเขา หัวใจของเราเต้นตึกๆตักๆตึกๆตักๆ
เหมือนเรากำลังนั่งจดจ่อรอดูโชว์พิเศษอะไรสักอย่าง ซึ่งมันรู้สึกตื่นเต้น-ตื่นเต้น


สวย... สวยมากสวยจนลืมความหนาว สวยขนาดอยากหยุดโลกเอาไว้ตรงนั้นสัก 5นาที



เป็นวันดีๆ ที่เราไม่เคยลืมเลย

.
.
.
.

วันไหนที่รู้สึกจิตใจหดหู่
วันที่กำลังใจหดหาย หายใจติดๆขัดๆ

เราจะนึกถึงฉากดงเจดีย์นับร้อยนับพัน
ตรงหน้าของเรา สุดลูกหูลูกตา ...


มันคือช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีคุณค่าทางจิตใจสำหรับเรามากๆ

วันดีๆที่ลืมไม่ลง

เวลานึกถึงแล้ว มันมีความสุข มันลืมทุกข์ไปได้ชั่วขณะ
มันคือวันดีๆ ที่เราจะเก็บเอาไว้เป็นสมบัติทางใจส่วนตัว

อยากกลับไปอีก
คิดถึงจังเลยน๊อ ...

.
.
.
.
.
.

ป.ล.
ถึง มด กะ ทิ้ว
ชั้นคิดถึงพม่าหว่ะแก อยากไปอีกง่า ...



กลับมาแล้ว

ไปเที่ยวอยุธยามาล่ะ

จริงๆนะ ...

ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี

.
.
.


เอาเป็นว่า ถิงแม้จะเป็นทริประยะเวลาสั้นๆ ... และระยะทางใกล้ๆ


" .. แ่ต่เราสบายใจมากๆ "



ถ้าได้ออกไปไหนสักที่

ขอแ่ค่่ได้ไปกับคนที่รู้สิกดีๆด้วย

แ่ค่่นี้ก็พอแล้วล่ะ่นะ


ของหายาก ... และเปราะบาง

เราจะพยายามทะนุถนอม เก็บรักษาดีๆ



ชมภาพสวยๆเพิ่มเติมจากบล็อกเพื่อนนักปั่นน่องเล็กได้ที่นี่
(ตกลงว่า ถีบเพื่อลืมเธอได้หรือยังอ่ะ ?)

















ปิดออฟฟิศ ... แล้วยกขโยงไปเที่ยวกันทั้งองค์กร

ผู้บริหาร
พนักงาน ตั้งแต่ระดับ เล็ก กลาง ใหญ่
ไม่เว้นกระทั่งคุณแม่บ้านและคุณพนักงานขับรถ (เหลือไว้แต่ยามที่ต้องอยู่เฝ้าตึก)

อากาศที่เมืองกาญจน์ดีเหลือหลาย ฝนปรอยๆ ... ต้นไม้งี๊เขียวครึ้ม

มองไปทางไหนก็มีแต่สีเขียว เขียว และเขียว


ห้องพักที่มองเห็นภูเขาลูกโตๆ
และดงต้นปีปที่ปลิดดอกร่วงกราวขาวเต็มพื้นหญ้า

หอม - ฟุ้ง

สบายตา สบายใจ อิ่มท้อง  โล่งจมูก

ได้สูดอากาศใสๆเต็มปอด

 

กลับมาพร้อมความเหนื่อย ปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว

แต่ก็ได้อะไรๆกลับมาเยอะเหมือนกันนะ

ส่วนหนึ่งในชีวิตที่นับว่าสำคัญมากๆ ... นั่นก็คือ หน้าที่การงาน
และสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำงานก็คือ ... ทีมเวิร์ค ... ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

 

 

- ก็ขอให้มันเต้นฟุตเวิร์คไปในจังหวะเดียวกัน -


* หมายเหตุ  *

มีรูปมาแปะแค่นี้  ... เนื่องจากแบกกล้องไปเที่ยวแบบง่วงๆ
หารู้ตัวไม่  ว่าแบ็ต 2 ก้อนในกระเป๋ากล้อง ... มันหมด !

พอถ่ายไปได้ 10 แช๊ะ ... ก็ ... จบกัน

โห ...  เซ็งเลยอ่ะ 



กราบสวัสดีมิตรรักชาวบล็อกเกอร์และเพื่อนๆทุกๆคน

 

นางงามกลับมาแล้ว !

หลังจากนอนพักยาวๆ ซักเสื้อผ้า เก็บกวาดบ้าน สำรวจประชากรแมวในบ้านว่าโอเคทุกตัว

รวมทั้งจัดการส่งของฝากแจกจ่ายไปยังเพื่อนบ้านข้างเคียง เพื่อนร่วมงาน

เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยจัดการธุระอะไรหลายๆอย่างให้

ไม่ว่าจะเป็นให้อาหารแมว กวาดใบมะม่วงหน้าบ้าน จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าส่วนกลาง

ทำงานแทนเราทั้งหมด แล้วก็ทำความสะอาดโต๊ะทำงานรกๆ ระหว่างที่เราไม่อยู่

...

 

ขณะนี้ร่างกายและจิตใจพร้อมสมบูรณ์  เก็บกวาดงานที่คั่งค้างไปบางส่วน

เลยถือโอกาสมานั่งเช็ครูปในฮาร์ดดิสก์

ดูภาพย้อนหลังเหตุการณ์กว่า 3 อาทิตย์้ผ่านมา

มีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นมากมายเชียวล่ะ

 


ไม่รู้ว่าจะขอบคุณอะไรบนฟ้าดี ที่ช่วยบริจาควันเวลาและชั่วโมงอันน่าจดจำ

อากาศดีๆ และธรรมชาติบริสุทธ์ผุดผ่องที่ญี่ปุ่น รวมทั้งมิตรภาพใหม่ๆที่กำลังจะเริ่มรดน้ำพรวนดิน

อย่างน้อยก็ช่วยเยียวยาคนหัวใจแหว่งๆอย่างเราให้ฟื้นคืนชีพ

 


พล่ามมาซะนาน ...

มาดูรูปและชมภาพกันเถิดพวกเรา

จริงๆทริปนี้เราก็กดชัตเตอร์ไม่มากเท่าไหร่หรอก

บางทีก็อยากนั่งนิ่งๆ บันทึกทุกอย่างด้วยตาสองข้างมากกว่านะ

 

......

 

+ + Life in OSAKA

เราเดินทางมาถึงญี่ปุ่นก็มาปักหลักพักที่ศูนย์ไจก้าโอซาก้า (
OSIC) อำเภออิบารากิ

ที่ศูนย์นี้จะอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยโอซาก้า มีบริการชัทเทิลบัสรับส่งระหว่างศูนย์
JICA

กับ
Downtown รวมทั้งสถานีรถไฟอิบารากิเพื่อเดินทางไปโน่นมานี่ด้วย JR Train

ซึ่งสะดวกสบาย ถ้าอยากไปแบบรีบๆก็นั่งชิงกันเซ็น (แต่ก็แพงมาก)

ที่ OSIC เป็นเหมือนแคมปัสที่มีผู้ได้รับทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น

มาจากประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา

การใช้ชีวิตที่นี่ก็แสนสะดวกสบาย มีห้องพักส่วนตัว พร้อมห้องน้ำในตัว

อุปกรณ์ในการดำรงชีพ ห้องอาหารจำหน่ายอาหารราคาย่อมเยาว์ (และอร่อยมาก)

โรงยิม ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องซักอบรีด แม้กระทั่ง ... เก้าอี้นวดตัว

จะไปไหนมาไหน ก็มีรถรับส่งฟรี โดยดูจากตารางเวลาในการออกและกลับของรถ




เราพักอยู่ที่
OSIC ประมาณ 3 วัน

สามวันที่นี่ก็ใช้เวลาไปกับการเริ่มต้นและเตรียมตัวต่างๆ อาทิ ทำบัตรประกันสุขภาพ

กรอกเอกสารต่างๆ เรียนภาษาญี่ปุ่น ซ้อมรำไทย รวมทั้งออกเดินสำรวจไปรอบๆอิบารากิ



เป็นการอุ่นเครื่องเพื่อเริ่มต้นทำความรู้จักกับ Japan

ก่อนออกไปตะลอนตามโปรแกรมที่ทางการเค้ากำหนดไว้






+ + แรกพบชิกะ ... Shiga ... At first sight


ย้ายสัมภาระจากโอซาก้า เดินทางมาที่จังหวัดชิกะ

ซึ่งเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางญี่ปุ่นพอดิบพอดี

ที่นี่มีทะเลสาบบิวาโกะ เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นเกือบทุกคนจะรู้จักทะเลสาบนี้ดี เป็นทะเลสาบที่กว้างใหญ่ไพศาล

น้ำใสสะอาด มีภูเขาลูกโตๆเรียงรายล้อมรอบ

 

ห้องพักของเราบนชั้นห้าของโรงแรมบิวาโกะพลาซ่าอยู่ติดกับทะเลสาบ

ทุกๆเช้าหลังจากตื่นนอน

เราจะแหวกม่านให้กว้างๆ

เช็ดไอน้ำที่เกาะเป็นฝ้าบนกระจก

เดินไปต้มน้ำร้อนที่มีกาน้ำพร้อมซองชาเขียวบริการในห้อง

แล้วมานั่งจิบชาเขียวร้อนๆ

ละเลียดวิวสวยๆทุกๆเช้า



เช้าบางวันแดดก็สวย มองเห็นภูเขาชัดแจ่มแจ๋ว

บางวันฝนก็ตก หมอกหนาจนมองไม่เห็นอะไร

บางวันลมก็แรง พัดจนกระจกสั่นสะเทือน

และบางวัน ก็แอบมีหิมะตกบนภูเขา

เหมือนมีใครเอาแป้งเด็กโคโดโมะไปโรยเป็นฝุ่นขาวๆบนยอดเขา

 



+ + ใส่ชุดไทยหวานแหววครั้งแรกในชีวิต

งานเวลคัมปาร์ตี้

คืนแรกที่ชิกะ

ประทับใจมาก

ปกติเราไม่เคยใส่ชุดแบบนี้

นี่เป็นครั้งแรกที่สวมชุดอะไรที่มันไม่ชิน และไม่เข้ากับบุคลิกตัวเองอย่างแร็ง

ทุกคนงัดชุดไทยมาจากบ้านกันคนละชุด ... สนุกมากเลยนะ ... ขำกลิ้งๆ







+ + นางงามเดินสายออนทัวร์ที่โมริยาม่า

กิจกรรมที่ชิกะ ส่วนใหญ่ก็ออกไปดูงาน เน้นที่วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม

และก็เทคโนโลยี ไปเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยม ไปมหาวิทยาลัย

ไปศูนย์วิจัย  ไปมิวเซียม



ซึ่งทั้งหมดทั้งมวล ล้วนเป็นความรู้ใหม่ๆสำหรับเรา

เราถือว่าเป็นของแถมนะ ...



สิ่งที่เราสนใจมากทีสุดเลยก็คือ  ธรรมชาติของที่นี่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงคน

ไม่ได้หมายถึงวัตถุต่างๆ แต่ว่ามันคือ ต้นไม้ หญ้าเขียวๆ ดอกไม้

แม่น้ำ ภูเขา ก้อนหิน ลำธาร ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ

รวมทั้งวิถีชีวิตของคนต่างจังหวัด

มันทำให้คนห่ามๆที่อยู่ในเมืองวุ่นๆอย่างเราสงบจิตสงบใจได้เยอะ

 


+ + ปั้นหม้อปั้นไหที่ชิการากิ

นั่งรถขึ้นไปบนเขา วกวนเวียนไปมา ผ่านทิวทัศน์สวยงามจนไม่กล้าหลับ

เพื่อเดินทางมาที่ ตำบลชิการากิ ซึ่งมีชื่อเสียงทางด้านการปั้นเครื่องปั้นดินเผา

เป็นกิจกรรมที่เราชอบมาก ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต



ผลงานของพวกเราทุกคน

เจ้าหน้าที่ที่นี่จะจัดการเผาและเคลือบสีให้เรียบร้อย

และจะทำการจัดส่งทางไปรษณีย์



ส่งมาให้เราที่ไทยแลนด์ ... เย๊ ... เย

หวังว่าปีใหม่นี้เราจะมีแก้วกาแฟใบใหม่

ที่เป็นฝีมือของเราเองไว้ใช้ดื่มกาแฟตอนเช้าๆนะ


 

+ + ประกาศอิสรภาพ ณ ออนเซ็น

คนไทยไม่แก้ผ้าอาบน้ำ แต่ คนญี่ปุ่นเค้าแก้ผ้าอาบน้ำกัน

เอ๊ะ .. ยังไงกันนะ

ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า

หญิงขี้อายอย่างเราจะเก่งกล้าอวดดีมาแก้ผ้าอาบน้ำถึ่งที่นี่ ...

จริงๆน่ะ อายจะตาย

แต่มาถึงที่นี่ทั้งที ถ้าไม่มาออนเซ็น กลับไปคงเสียดายแย่



(ออนเซ็นที่โมริยาม่า ค่าบริการ 300 เยน ... ถูกมั่ก มาก)

 

มันคือชั่วโมงแห่งความประทับใจในญี่ปุ่นของเราเลยนะ


การแก้ผ้าอาบน้ำร่วมกับผู้อื่น เหมือนกับเป็นการละจากวรรณะชั่้วคราว

ในโรงอาบน้ำสาธารณะ ที่นั่นคนจะถอดเสื้อผ้าและมีเสรีภาพเสมอกัน

ว่ากันว่า เป็นความสัมพันธ์แบบเปลือยเปล่า หมายถึงความสัมพันธ์แบบจริงใจ

นี่เป็นครั้งแรก ที่เราได้เปลื้องผ้าต่อหน้าคนอื่น

 

ลืมไม่ลง ... และคงไม่ลืม

เกี่ยวก้อยกับพี่เก๋ พี่สาวที่น่ารัก กระดู๋กระดี๋ กันสองต่อสอง

นาทีแรกที่ล่อนจ้อน ต่างก็แยกมุมแอบไปขัดขี้ไคล (เพราะเขินกันมาก)

แต่พอเริ่มชิน ...

สองเราก็อาจหาญปีนกระไดขึ้นไปชั้นสองเพื่อไปแช่บ่อน้ำร้อน

เป็นบ่อน้ำสีชมพูกลิ่นดอกซากุระบลอสสัมหอมตลบอบอวล

กลิ่นหอมหวานสดชื่น และน้ำเดือดๆ ควันโขมง ช่วยให้หายใจโล่งจมูก

แช่ได้สักพัก ก็กลับลงมาขัดสีฉวีขี้ไคลอีกรอบ

แล้วลงไปแช่ในบ่อน้ำแร่อีกครั้ง ก่อนตบท้ายด้วยน้ำเย็นเพื่อให้ผิวสดชื่น

 

สนานกายอยู่ในออนเซ็นหนึ่งชั่วโมงเต็ม

ตัวเป็นสีชมพู ผิวนุ่มลื่น

เป่าผมให้แห้งแล้วใส่ชุดยูกาตะที่สบายที่สุดในโลก

เดินตัวปลิวออกมากดน้ำแอ๊ปเปิ้ลเย็นๆที่ตู้แช่

แล้วนั่งรอรถโรงแรมมารับกลับ


กลับจากออนเซ็นจะรู้สึกอุ่นสบาย
หนาวแค่ไหนหญิงก็ไม่หวาดหวั่น

คืนนั้นหลับสบาย ไม่ต้องง้อฮีตเตอร์เลยล่ะตัวเอง ...



+ + ปีนี้ฉันมาไกล

นับว่าเป็นเกียรติอย่างมากที่คณะของเราได้รับเชิญจากท่านกงศุลใหญ่

ประจำสถานทูตไทย ณ กรุงโอซาก้า

ให้เข้าร่วมงานถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมอิมพีเรียล กลางกรุงโอซาก้า



พวกเรานั่งรถไฟเจอาร์ ดิ่งมาจากสถานีโมริยาม่า ฝ่าหนาวมาเพื่อร่วมงานนี้กับพี่น้องชาวไทย

ที่อาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น  รู้สึกดีใจมากๆ ปีนี้เป็นโอกาสพิเศษ ที่เราได้มาร่วมงานถึงต่างถิ่น

ได้เจอคนไทย และน้องๆนักศึกษาที่มาเรียนที่ญี่ปุ่น  ... อบอุ่นใจที่ได้เจอคนไทยและอาหารไทย

แอบเห็นเพื่อนๆในทีมเอ็นจอยกับข้าวมันไก่ ไก่ทอด ทอดมัน ...

แหมๆ ... ไม่ได้กินอาหารไทยมาอาทิตย์กว่าๆ

โออิชิเดสก้ากันใหญ่เลยนะ

...

ส่วนเรา ... หลังจากที่จุดเทียนชัยถวายพระพรแล้ว

เราก็หลบมานั่งหลับคร่อกฟี้ที่ล็อบบี้

 

ข้าวปลาอาหารใดๆก็มิอาจเรียกร้องความสนใจเราได้

นั่งสัปหงกหลับๆตื่นๆ

รอเวลาจนเพื่อนๆเสร็จจากปาร์ตี้

จากนั้นพวกเราก็เคลื่อนขบวนฝ่าหนาวนั่งรถไฟกลับโมริยาม่ากันอีกครั้ง

 

 

+ + วันดีๆที่เกียวโต


ฟรีเดย์เสาร์อาทิตย์ ไม่มีโปรแกรมอะไร

ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีๆที่เราจะไปโน่นมานี่ได้ตามใจชอบ

เนื่องจากจังหวัดชิกะอยู่ติดกับเกียวโต ใช้เวลาในการนั่งรถไฟราวๆ 20 นาที

ตระเวนเที่ยวเกียวโตในวันหยุดสองวัน จึงเป็นอะไรที่โอเคที่สุดแล้วล่ะ

ทริปเกียวโตวันแรก ...


เป็นความบังเอิญที่เราได้มาเที่ยวกับสองหนุ่มนี้

 

ทริปของพวกอืดถืด ตกข่าว และนอนตื่นสายกว่าชาวบ้านเค้า

สอบถามเส้นทางการเดินทางจากพี่รสรินทร์ ล่ามประจำคณะ

และไปเด็ดแผนที่เอาจากแผงลอยหน้าสถานีที่เค้าแจกฟรี

แล้วก็วิชาภาษาญี่ปุ่นขั้นพื้นฐานนิดหน่อย

จากนั้นก็ลุยเกียวโตกันตามมีตามเกิดเลยนะพวกเรา
! ฮูเร ..

 

เกียวโตเป็นสถานที่ที่รวมทั้งซิตี้และวัดเข้ากันได้อย่างกลมกลืน

มีแม่น้ำคาโมะ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่และสำคัญที่สุดในเกียวโตไหลผ่านกลางเมือง

 

เราสนุกกับการเดินเที่ยววัด ปั๊มแสตมป์ประจำวัด ถ่ายรูป นั่งดูผู้คน

ต้นไม้สีเขียวๆ แดงๆ เหลืองๆ ตัดสลับฉากไปมา

อากาศเย็น สลับครึ้มเมฆ ทำให้ได้เห็นบรรยากาศของเกียวโตหลายรสชาติ

พวกเราเดินตามตรอกซอกซอย มุดเข้าวัดและเดินเล่นในปาร์ค

ทักทายผู้คนและเดินคุยกันอย่างเพลิดเพลิน

ได้รู้จักกันและกันมากขึ้น ...



สูดลมเย็นๆและกลิ่นใบไม้แห้งเข้าเต็มปอด

อยากจะเด็ด อยากจะเก็บใบไม้สีแดงๆเอามาฝากเพื่อนๆที่เมืองไทย

ก็ได้แต่คิดในใจ ... เพราะเราไม่อยากพรากมันมาจากบ้านเกิดของมัน

ปล่อยให้มันสวยบนต้นและปลิดปลิวไปมาบนแผ่นดินเกิดของมันน่ะดีแล้ว

ขอเก็บแต่รูปถ่ายมาฝากเพื่อนๆแทนละกันนะ ...





ปิดท้ายเกียวโตวันแรกด้วยสายฝนและลมหนาว

เราสามคนวิ่งแข่งกันมาที่สถานีรถไฟ

หลบหนาวเข้าร้านซูชิสายพาน

เติมพลังด้วยกองทัพซูชิ และซุปร้อนๆ

ก่อนนั่งรถไฟกลับโมริยาม่าแบบหมดแรง (แต่อิ่มท้อง)


พลุริมทะเลสาบบิวาโกะหน้าโรงแรม ... กำลังเดินกลับที่พักกับน้องอดุลย์สมาน
โรแมนติคมากๆเลยเน๊อะสมานเน๊อะ ... (แต่ห้ามถอดรองเท้านะ ... คุณแม่ขอร้อง)




+ + Kyoto Lonesome in Someday

 


เช้าวันอาทิตย์เราตื่นสาย
!

เมื่อคืนก่อนเข้านอนเรานั่งมองสะพานข้ามเลคบิวาจากเตียงนอน

คิดในใจว่า เช้าวันอาทิตย์เราจะเดินจากโรงแรม ข้ามสะพานมาที่สถานีรถไฟ Katata

แล้วจะจับรถไฟจากคาตะตะไปซิ่งเกียวโตคนเดียว


แต่นั่งพิจารณาพิกัดสะพานจากหน้าต่างห้องพัก

มันก็ไกลมิใช่เล่นนะเฟ๊ยเฮ๊ย ... อย่ามาเปรี้ยวนะหล่อน

 

นอนคิดทั้งคืน ว่าจะเอายังไงดี

 

เอาไงดี เอาไงดี ...

...



มีคนคิดเหมือนเราด้วยล่ะ ...

วันนี้เรามีเพื่อนร่วมชะตากรรมที่จะมาร่วมเดินข้ามสะพานเลคบิวาโกะด้วยกัน



ไกล และ หนาว

เหนื่อย และ ลมแรงจนแทบจะปลิวตามลม

แต่ความสวยและความสุขที่ล้อมหน้าล้อมหลังเราอยู่

ต่อให้ความยาวของสะพานมันไกลอีกสัก 3 กิโล ... หญิงก็ไม่หวั่นเพคะเสด็จพี่


วันนี้อากาศที่เกียวโตหนาวมาก คิดถึงแดดที่เมืองไทยขึ้นมาซะงั้น

แดดที่นี่  ... ไม่อาจช่วยอะไรได้



...

 


ขณะนั้นเป็นเวลา 16.00 น.

ใครบางคนขอแยกตัวไป

 

เพราะความเข้าใจผิด หรือ อะไร  ... ตอนนั้น เราไม่รู้

 

เรานั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ กลางลานวัด Kiyomizudera

คนเยอะแยะไปหมด

แต่ข้าพเจ้ารู้สึกเหงามากๆ ...

ได้แต่บ่นในใจ ... หนาว หนาว และ หนาว

เราออกเดินคนเดียวแบบไม่รู้ทิศรู้ทาง (เลียนแบบนางเอกหนังเกาหลี)
เดินสวนกับคนอื่นๆ
หนาวจนน้ำตาไหลเลยล่ะ

เราไม่มีแผนที่ในมือ

เราไม่มีคู่มือภาษาญี่ปุ่นเล่มประจำที่ใช้ยามฉุกเฉิน

และตอนนี้เราก็หนาวจนฟันกระทบกันกึกๆๆๆๆๆๆ ดังไปแปดบ้าน
เราไม่สามารถยืนรอรถเมล์ที่แน่นและคิวยาวอย่างกะปลาไหล

เราตัดสินใจ ... เดินดีกว่า

เดินแบบหนาวๆและมั่วๆนั่นแหล่ะ

 

ใครว่าฉันอยากอยู่คนเดียวล่ะ
ฉันก็อยากนั่งชมนกชมไม้กับใครสักคนเหมือนกันนะเฮ่ย

 

อุตส่าห์เดินข้ามสะพานยาวเหียกนั่นมาด้วยกัน
แล้วทำไมปล่อยฉันเดินกลับคนเดียว ... (หญิงงอนอย่างแร็ง)

หนาวจนทนไม่ไหว
แวะกดกระป๋องชาร้อนที่ตู้แช่ข้างทางมากอดในมือ

ชะเง้อหาหอคอยเกียวโตทาวเวอร์
ถ้าเห็นเกียวโตทาวเวอร์ ก็แปลว่าอยู่ใกล้สถานีรถไฟแล้วล่ะหญิงเอ๋ย

 



เริ่มมืด ...

อยากหาที่อุ่นๆนั่งเขียนโปสการ์ด

เราเดินดุ่ยๆๆๆ มาถึงดาวน์ทาวน์ได้อย่างไรไม่รู้

ขอแสดงความยินดีกับตัวเองที่เดินแถ่ดๆมาได้แบบไม่หลง (อุ๊ย เก่งเหมือนกันนะหล่อน)

 

นาทีนั้น ตั้งใจจะนั่งรถไฟกลับโมริยาม่าเลย

แต่ก็ยังอาลัยเกียวโตอยู่ และก็อยากเขียนอะไรๆฝากผ่านโปสการ์ดถึงใครต่อใคร

อยากเขียนที่นี่ ... ตอนนี้

 

ตัดสินใจกดลิฟท์ไปร้านหนังสือที่เกียวโตทาวเวอร์

ที่นั่นมีเก้าอี้ยาวๆ และห้องอุ่นๆให้นั่งพักขาแบบฟรีๆไม่เสียสตางค์


เรานั่งจมกับกองโปสการ์ดที่แวะซื้อระหว่างทาง

เราอยากสื่อสารและบอกเล่าใ้ห้เพื่อนๆที่เราคิดถึง ... ได้รับรู้ถึงความคิดถึง

...



+ + มาทำอะไรบนนี้ มันอันตรายนะรู้ไหม !

 


18.00 น.

ยังนั่งจ่อมแหม่ะหมดสภาพนางเอก ... อยู่ที่ร้านหนังสือ

ณ เกียวโตทาวเวอร์

ชั่งใจอยู่นาน ... แต่ ... ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว

เราเดินไปกดลิฟต์ขึ้นไปชั้นบนสุดของเกียวโตทาวเวอร์

หยอดเหรียญ 100 เยนลงไป 7 เหรียญ

แลกกับตั๋วขึ้นไปชมวิวเมืองเกียวโตยามค่ำคืน

 

เราขึ้นไปคนเดียว ... (บอกแล้วไง ว่าหล่อนเปรี้ยว)

ว่ากันว่า ... หนามยอก ก็ต้องเอาหนามบ่ง ... ใช่ไหม

ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิด ... โช๊ะ
!



บอกกับตัวเองว่า ...
นี่ กู มา ทำ อะ ไร บน นี้ ! ...

มันสวยก็จริง ... แต่มันก็อันตรายสำหรับคนใจแหว่งๆวิ่นๆแบบหญิงนะคะ

 

บนนั้นมืดสนิท เราจะเห็นวิวสวยๆ แสงสีของเกียวโตแบบชัดเจน

มีแสงวิบๆวับๆจากต้นคริสมาสต์และเพลงแจ๊สเบาๆ

บ้าไปแล้วมึง ... นี่มึงรีบๆถ่ายรูปแล้วรีบๆกดลิฟต์ลงไปเลยนะนะติ๊กกี้

 

หนามยอก ก็ต้องเอาหนามบ่ง ... เหอะ เหอะ ไงล่ะ  ไงล่ะ ...

แต่ตอนนี้อกกลัดหนอง ... รีบไปบ่งหนองออกซะนะหล่อน  เดี๋ยวจะอักเสบ
!

 

ปาดน้ำตาแล้วรีบจรลีไต่ลิฟต์ลงมาซะดีๆ

แวะซื้อแสตมป์ที่ไปรษณีย์ข้างห้างอิเซตัน

แล้วตีตั๋วรถไฟกลับโมริยาม่าทันใด

 

จากสถานีรถไฟโมริยาม่า

เราต้องนั่งรถเมล์กลับโรงแรมที่พักอีกหนึ่งต่อ

 

นั่งมึนๆบนราตรีบัสคนเดียว
(อ้อ .. มีคนขับนั่งเป็นเพื่อน เพราะเรากระแดะไปนั่งข้างคนขับซะงั้น ... กลัวเลยป้าย)

นี่พระเจ้ากำลังแกล้งหญิงหรือไงคะ ... มันจะมากเกินไปแล้วนะพระเจ้าที่เคารพ

วันนี้เป็นวันของหญิงจริงๆ

เหงาซะให้เข็ดนะหญิงนะ

 

เฮ้อ ... ชีวิต



+ + หัวใจของคนจร ... My Host Family

 

และแล้ว ... สัปดาห์แห่งการรอคอยก็มาถึง

สัปดาห์สุดท้าย ก่อนสิ้นสุดโปรแกรมทั้งหมด
เราจะปิดท้ายกันด้วย ... กิจกรรมโฮมสเตย์

 

ทีมงานจะส่งพวกเราไปอยู่กับครอบครัวชาวญี่ปุ่นเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน

1 คน ต่อ 1 บ้าน ... ว๊าว  ว๊าว  ว๊าว

ก่อนหน้านี้ เราจะได้รับอินฟอร์เมชั่นเกี่ยวกับครอบครัวของเราว่ามีสมาชิกกี่คน
ชื่ออะไรบ้าง ทำอาชีพอะไร มีสัตว์เลี้ยงกี่ตัว

นี่คือข้อมูลของโฮสต์เรา
มีสมาชิกทั้งหมด 4 คน
มีหมา 1 ตัว และหนู 1 ตัว



ตอนที่รอเวลาทำพิธีรับโฮสต์

ทุกคนตื่นเต้นกันมากๆ
เราต้องไปเก็บตัวกันในห้องหนึ่ง

 

แล้วก็นั่งท่องบทสนทนาภาษาญี่ปุ่น (ขั้นพื้นฐาน)
นั่งเกร็ง นั่งตื่นเต้นกันใหญ่ (รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย)

 

 

นี่คือบรรยากาศก่อนที่โฮสต์มารับ

แหม ... ขยันท่องกันใหญ่เลยนะ

ประโยคยอดฮิตก็คือ


สวัสดีค่ะ ... ฉันชื่อ ติ๊กกี้  มาจากไทยแลนด์  บางกอกกุเดสก้า ...

ยินดีที่ได้รู้จัก ... ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ ...

หิวข้าวแล้วค่ะ ... มีอะไรกินบ้างคะ ...

อะไรประมาณนี้ เป็นต้น ...

 

 

ครอบครัวมารับกันแล้ว ... กรี๊ดกร๊าดกันใหญ่





โอ๊ย ตื่นเต้น

 

....

ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป ... บ้านใครบ้านมัน

อีกสามวันค่อยกลับมาเจอกันนะพวกเรา ...

คงจะคิดถึงกันน่าดูเลย ... หรือเปล่าเอ่ย ?

 

 

 


+ + คืนแรกในบ้านหลังที่สาม

ระหว่างที่นั่งรถจากโรงแรมมายังบ้านโฮสต์แฟมิลี่

โอก้าจังขับรถไปก็แนะนำตัวและบอกเล่าเกี่ยวกับสมาชิกในบ้าน

ทำให้ทราบว่า บ้านนี้เป็นครอบครัวญี่ปุ่นสมัยใหม่

โอโต้ซัง (พ่อ) เป็นศาตราจารย์นักวิจัยเกี่ยวกับพืช

โอก้าจัง (แม่) มีอาชีพเป็นครูสอนวิชางานฝีมือ เย็บปักถักร้อย


ส่วนน้องสาวอีกสองคน คือซาชิซัง อายุ 16 ปี

และน้องคนเล็ก ชื่อ ยูคิซัง อายุ 13 ปี

ทั้งหมดเคยไปอยู่ที่อเมริกามาแล้ว 6 ปี

ดังนั้น บ้านนี้จึงสามารถสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษได้อย่างสบาย

ซึ่งทำให้เราสามารถพูดคุยอย่างที่ใจคิดได้โดยที่ไม่รู้สึกอึดอัด


นอกจากนี้ น้องสาวสองคนยังเป็นนักอ่านตัวยง

ชื่นชอบนักเขียนคนเดียวกับเรา คือ บานาน่า โยชิโมโต้และมูราคามิ ฮารูกิ

ส่วนพ่อก็ชอบถ่ายรูป  แม่ก็ชอบงานฝีมือ

นี่สวรรค์ส่งครอบครัวนี้มาเพื่อฉันหรืิอไง ... ขอบคุณนะจ๊ะสวรรค์

 

...


ทันทีที่ถึงบ้าน เราก็มอบของฝากเล็กๆน้อยๆจากเมืองไทย

เป็นขนมอะลัว กล้วยกวน และส้มโอกวน

แถมด้วยตุ๊กตาช้างผ้าไหม  ซึ่งทุกคนชอบขนมอะลัวมากๆ

เกิดมาไม่เคยกิน และที่บ้านนี้ก็ปลื้มช้างด้วยสิ ... โอ๊ย นี่มันอะไรก๊าน

ระหว่างที่นั่งรอสมาชิกในบ้านทยอยกลับจากทำงานและโีรงเรียน

เราก็นั่งคุยกับโอก้าจัง  ก้าจังถามว่าเราอยากไปเที่ยวไหน หรือสนใจอะไร

เค้าจะได้จัดกิจกรรมได้ตรงกับที่เราสนใจ

เราตอบไปว่า เราไม่อยากไปเดินห้าง เราชอบธรรมชาติ

เราอยู่ง่ายๆ กินง่ายๆ นอนง่ายๆ ยังไงก็ได้ ขอแบบสบายๆ

 

นั่งคุยกันไป ปล่อยมุข ขำกันไป หัวเราะดังคับบ้านกันสองคน

ก้าจังชวนไปดูหนูของยูคิ แล้วก็หมาไฮเปอร์หน้าตาตลกชื่อเชร็ค

จากนั้นก็เซอร์ไพรซ์เราด้วย ... การชงชาเชียวญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม


มันคือความฝันเล็กๆของเรา ที่จะได้อยู่ในพิธีชงชาแบบญี่ปุ่นเลยนะ
ถึงแม้ว่าชาที่ก้าจังชงมาเสิร์ฟเรามันไม่ใช้ฟูลออฟชั่นก็เถอะ ...
แต่เป็นเฟริสต์อิมเพรสชั่นที่ประทับใจเรามาก

 

“ … ใช้ที่คนไม้ไผ่ คนแรงๆเป็นจังหวะ

ค่อยๆประคองถ้วยชาบนมือ และค่อยๆหมุนถ้วยชา 3 รอบ
จากนั้นจิบเบาๆ สัมผัสรสชาติละมุนละไมของรสชา
… ”

 

อากาศหนาวๆ ในบ้านอุ่นๆ พื้นอุ่นๆ
บรรยากาศเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น
และได้ดื่มชาเขียวแกล้มกับโมจิหวานๆ

 

มีความสุขจังเลยเน้อ ...

 

...

 

ค่ำแล้ว ...

สมาชิกในบ้านทยอยกันกลับบ้าน

 

ทันทีที่ได้เจอแต่ละคน  เรารู้ได้เลยว่า เราต้องเข้ากันได้ดีแน่ๆ

ทุกคนมีรังสีของความน่ารัก เมตตา และใจดีสว่างไสว

ครอบครัวนี้น่ารักจริงๆ

 

หลังจากแนะนำตัว พูดคุยกันเล็กน้อย

โต้ซังและน้องสาวสองคน จะพาเราไปดินเนอร์ที่
Otsu

ส่วนก้าจังไปด้วยไม่ได้ เพราะมีปาร์ตี้ที่โรงแรม

เราจะส่งก้าจังที่โรงแรมก่อน แล้วจะแวะกลับมารับหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ

 

.....

 

โต้ซังปล่อยพวกเราสาวสาวสาวไว้ที่ร้านหนังสือ 20 นาที

ร้านหนังสือที่ Otsu ใหญ่มากๆ หนังสือเยอะจนตาลาย
เห็นแล้วใจแทบละลาย ... อยู่ที่นี่นานๆ กระเป๋าอาจฉีกได้

ดินเนอร์คืนแรก เราไปกินอาหารอิตาเลี่ยนกัน
เป็นพาสต้าและพิซซ่าที่อร่อยที่สุดในชีวิต (จริงๆไม่ได้โม้)


 

เสร็จจากดินเนอร์

แวะไปรับก้าจังที่โรงแรม

ก้าจังอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

คุยหัวเราะร้องเพลงกับโต้ซังสนุกสนาน

ซาชิแอบกระซิบบอกเราว่า ... สงสัยแม่คงดื่มสาเกมาแหล่ะ ...


...

คืืนแรกในบ้านหลังที่สามของเรา

เรานอนในห้องส่วนตัวที่ปูเสื่อตาตามิขนาด 6 ผืนครึ่ง

ก้าจังเข้ามาปูที่นอนให้เรา

บอกว่าคืนนี้จะปูให้ดูเป็นตัวอย่าง

คืนต่อไปเราต้องจัดการเองนะ (โอเคเลยฮ่ะ)



หลังจากอาบน้ำเสร็จ

เราก็มุดเข้าที่นอนหนานุ่ม อุ่น สบาย

คิดถึงเพื่อนๆคนอื่นๆว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้างนะ

คงจะมีความสุขในบ้านหลังที่สอง หลังที่สามของตัวเองกันนะ

 

คิดถึงหลายๆวันที่ผ่านมา ...

 

และคิดถึงคนบางคนก่อนจะหลับตา

 

ตอนนี้เราเป็นคนจรที่นอนอยู่ที่ไหนสักแห่งในแผนที่โลก

มันเป็นความรู้สึกที่แปลก

แต่ก็อบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

ยังไม่ทันได้นับแกะ

ก็ดันหลับซะแระ ...

 

 

 


+ + ไปในที่ที่ไม่เคยไป ... ด้วยกัน

 

เช้าแรก อากาศสดใส

เราปิดฮีตเตอร์และเปิดหน้าต่างตรงระเบียงให้แดดส่องเข้ามาในห้อง

อาบน้ำ แต่งตัว แล้วออกมาทักทายกับสมาชิกในครอบครัวที่ทยอยมารวมตัวกันในห้องครัว

วันนี้รู้สึกสดชื่นมาก ได้นอนตื่นสายเต็มอิ่ม

ทำอะไรช้าๆ ไม่ต้องเร่งรีบ

 

แม่เซอร์ไพรซ์เราอีกแล้ว ด้วยอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นของแท้

แบบว่าให้ลองชิมน่ะ ... มันคือ นัตโต่ะ หรือถั่วหมักญี่ปุ่น

 

รสชาติก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

นัตโตะเค็มๆ กวนให้เหนียวๆยืดๆ (แม่บอกว่าให้กวนแรงๆประมาณ 90 ครั้ง)

กินกับข้าวสวยร้อนๆ แก้เลี่ยนด้วยแตงกวาดอง

 

อืมมม ... ก็พอไหว 

 

ล้างปากด้วยชาร้อนๆ

อิ่มแล้วก็เดินนวยนาดกลับเข้าห้องส่วนตัวตามระเบียบ

จานชามไม่ต้องล้าง เพราะที่บ้านมีเครื่องล้างจาน

ดังนั้นหญิงจึงไม่ต้องห่วงภาพพจน์ว่า อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ...

 

อยู่ที่นี่มีเวลานั่งเงียบๆ

นั่งดูแปลงผักจากระเบียงห้องนอน

นั่งเขียนโปสการ์ด

นั่งพักสายตา และ ตากแดดอุ่นๆ

 

ครอบครัวนี้อยู่กันแบบสบายๆ  ไม่ได้พยายามยัดเยียดสรรหามุมดีๆ เฟคๆให้เรา

อยู่กันแบบธรรมชาติมากๆ เราไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมาย

 

เราไม่อึดอัดหรือรู้สึกไม่สบายใจ

กลับรู้สึกโล่งหัว และผ่อนคลาย ไม่ได้รู้สึกเป็นภาระที่พวกเค้าต้องมาต้อนรับ

หรือเทคแคร์เรามากจนเรารู้สึกว่าตัวเองไม่ธรรมดา ...

...

 

เกือบๆเที่ยง ซาชิกับพ่อ ชวนเราเดินไปซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน

ไปซื้ออาหารกลางวันง่ายๆทำกินกันที่บ้าน

ระหว่างทางเดิน ผ่านป่าที่มีนกร้อง ผ่านวัดเล็กๆในชุมชน

พ่อแอบถ่ายรูปเราตลอดเลย ... เก๊กไม่ได้เลยนะนั่น ... แคนดิดแมนนี่นา

 

...


หลังอาหารกลางวัน

พ่อเปิดคอมพ์เซิร์ชหาที่เที่ยว

วันนี้เราจะไปเที่ยวกันทั้งบ้าน

 

ไปในที่ๆทุกคนยังไม่ไม่เคยได้ไป

 

ไม่น่าเชื่อว่า ที่ๆเราจะไปในวันนี้

มันดันตรงกับที่ๆเราเล็งๆเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงญี่ปุ่นแล้ว

เราเห็นมันในโบร์ชัวร์ที่สถานีรถไฟ



และตอนนี้เรากำลังจะได้ไป ... ดีใจจริงๆ

...

 

บ่ายโมงตรง

ทุกคนพร้อมเดินทาง

 

เราจะขับรถรถไปจอดที่สถานีโมริยาม่า

จากนั้นจะนั่ง
JR ไปเกียวโต

แล้วนั่งรถไฟจากเกียวโตไปลงที่สถานี
Hozukyo’

 

เป็นทริปที่ตื่นเต้นและไม่มีการซ้อมใหญ่มาก่อน

เพราะไม่เคยมีใครมาทีนี่มาก่อนทั้งนั้น

 

พวกเราหลงทางด้วยกัน

เดินขึ้นเขาจนขาลากด้วยกัน

หัวเราะด้วยกัน

ล้อมวงดื่มชาแอ๊ปเปิ้ลร้อนๆในคืนหนาวๆด้วยกัน

 

ก่อนจะยืนหลับสัปหงกบนรถไฟเที่ยวดึกกลับบ้านด้วยกัน