tick-life


ตอนนี้ที่แก้มข้างซ้ายของข้าพเจ้ามีสิวอักเสบปูดออกมา 1 เม็ด
แบบว่าเม็ดหญ่ายยยยเป้งๆ   แล้วเราก็เกลียดสิวประเภทนี้มาก
เพราะนอกจากจะทำให้สวยน้อยกว่าปกติแล้ว
มันก็ยังน่ารำคาญเวลาส่องกระจกอีกด้วย (เห็นแล้วหลอน)
แฟนเราบอกว่า อายุปูนนี้แล้วยังจะเป็นสิวอีกเร๊อะ
สาววัยรุ่น(ตอนปลาย)อย่างเราเป็นสิว  แสดงว่ายังไม่แก่ใช่ม๊า
ฮ่าๆ 
เอาเป็นว่า  เป็นสิว แสดงว่า ฮอร์โมนความเป็นวัยรุ่นของเรายังอยู่ดีมีสุข

ตอนนี้สิวที่หน้าของเรายังไม่ยุบ 
แต่เรากำลังทดลองอะไรบางอย่าง
ด้วยการปล่อยเอาไว้เฉยๆ  ไม่บีบ ไม่แกะ ไม่แตะ ไม่ต้อง  
รักษาอาการโดยการปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ทายา ไม่หาหมอ (ปกติเราชอบแกะสิวสุดๆ)
เพราะสิวไม่ใช่โรคมะเร็ง ที่ต้องตัดทิ้ง

แต่สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ  ที่พอเป็นแล้ว 
ก็ต้องให้
ธรรมชาติดูแล เยียว ยา รักษา
เดี๋ยวเดียวก็หาย 

คิดว่าน่าจะดีทีสุดนะ 

ป.ล. ช่วงที่หายไปนานเนี่ย  เพราะเราไม่มีสมาธิในการเขียนบล็อก
พูดแล้วเว่อร์ไปป่ะ  แต่เวลาเราจะเขียนอะไรลงบล็อกที  เราก็คิดเยอะเหมือนกัน (ฮ่าๆ)

ตอนนี้เรากำลังจะเปลี่ยนงานใหม่ (ปีใหม่ งานใหม่ อะไรทำนองนั้นอ่ะนะ)
เวลาที่หายไป ก็ยุ่งอยู่กับการเพ่งจิตจดจ่ออยู่กับงาน(ที่กำลังจะเริ่มใหม่ในอนาคต)

เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ชีวิตการงานของเราจะเป็นอย่างๆไรต่อไป
 
แต่เราก็จะปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาตินั่นแหล่ะ
พอมันถึงช่วงเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิต  ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกตื่นเต้นดีนะ 

เอ้า  สู้กันต่อไปนะชาวบล็อก

ช่วงนี้ขี้เกียจสุดๆไปเลย
แถมการดำรงชีวิตประจำวันก็มีเรื่องยุ่งๆให้จัดการจุกจิกเยอะแยะเต็มไปหมด 
เมื่อวานเราโดนคุณหมอที่โรงพยาบาลจับฉีดยาแก้บาดทะยัก

เพราะสัปดาห์ก่อนเราโดนแมลงสาบกัด ... เอ๊ย  ไม่ใช่ๆๆๆๆๆ  โดนตะขาบกัด
ตอนโดนกัดใหม่ๆ แบบว่าปวดสุดๆ อีก 7 วันต่อมา เท้าบวมซะงั้น
เพื่อนที่ทำงานขู่ว่า ถ้าไม่ไปหาหมอ ปล่อยเอาไว้ อาจโดนตัดขา !
เล่นมาขู่กันให้กลัวแบบนี้ ก็เลยจำต้องไปพบแพทย์แต่โดยดี

แถม ตอนเย็น กลับถึงบ้าน ก็ดันลืมกุญแจบ้านไว้ที่ออฟฟิศอีก
ฝนก็ตก มืดก็มืด  ยุงก็เยอะ  แมวก็กวนใจ

แต่เพื่อนบ้านใจดีมาช่วยระเบิดกุญแจให้ 
เป็นอันว่า ... ต้องซ่อมลูกบิดใหม่ (เสียตังค์อีกแล้วหนอเรา ... เฮ่อ)

ตอนนี้ลูกแมวที่บ้านก็วิ่งได้แล้ว  ชีวิตเราก็เลยวุ่นวายดับเบิ้ลคูณสามซุปเปอร์แซ่บ
วุ่นวายมโหฬารสุดๆ แมวเด็กอะไรมันจะดื้อกันได้ขนาดนั้น อย่างกะอนุบาลแมวปรอทแตก 

เท่านั้นยังไม่พอ ...
นังแมวขาจร มันคาบลูกแมวอีกสองตัวมาวางหน้าประตูบ้าน (เห็นจะๆตอนคาบมา)

บ้านข้อยมะช่ายสถานสงเคราะห์แมวเด้อ ...
สงสารกันหน่อยเถิ๊ด  แมวพเนจรทั้งหลาย ...
Please!


พักนี้ขี้ลืมบ่อยจัง  ลืมนู่นลืมนี่ ลืมไปแบงค์ ลืมไปจ่ายค่าไฟ ลืมซื้อยาสระผม ลืมปิดไฟห้องน้ำ
มานั่งนึกๆดู สงสัยเราคิดอะไรในหัวมากไปหน่อย  แถมตอนกลางคืน ก็นอนไม่ค่อยหลับ
กว่าจะหลับได้ก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนโน่น บางทีก็เลยเวลานอนไปมากเหมือนกัน
 

จริงๆแล้วชีวิตตอนนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรมากหรอกนะ
แต่เวลาอยู่คนเดียว เราต้องจัดการธุระเยอะไปหน่อยหน่ะ
พอต้องคอยจำว่าวันนี้ๆต้องทำอะไร  มันก็เลยลืมไปซะงั้น
ต้องจดใส่กระดาษหรือไม่ก็ Post it แปะให้เห็นชัดๆไปเลย
จะฝากฝังใครให้ช่วยทำก็มะด้าย (สงสัยคงต้องหาคนมาช่วยจัดการ ... อิ อิ) 

 ไว้เหตุการณ์สงบ จะมาอัพใหม่นะ (ตอนนี้ขี้เกียจมาก ขนาดจะกินข้าวยังขี้เกียจเคี้ยวเลย)

 



ผลสอบเลื่อนชั้นออกมาแล้วจ๊า

คะแนนก็ไม่ค่อยดีมากสักเท่าไหร่ (เราได้คะแนน 75 / 100)
จริงๆคะแนนมันควรจะดีกว่านี้นะ ถ้าไม่ติดขี้เกียจและนิสัยชอบผลัดวันประกันพรุ่ง

ตอนที่ทำข้อสอบ ข้อง่ายๆก็ดันนึกไม่ออกซะนี่
แล้วตอนสอบสัมภาษณ์ถาม-ตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นกับเซนเซ
เราก็ดันตื่นเต้น มือเย็น เท้าเย็น
พยายามเรียกสติจับประโยคที่อาจารย์ถาม
เซนเซจะถามครั้งเดียว ถ้าให้ถามซ้ำจะโดนหักแต้ม (อย่างโหด)
แต่พอสอบเสร็จ ก็จำไม่ได้แล้วล่ะว่าเราพูดอะไรไปบ้าง

แต่ที่ตลกมากคือ ตอนสอบ
Listening ฟังประโยคสนทนาจากเทป
กะว่าคงฟังไม่ทันแน่ๆ
กลับกลายเป็นว่า ฟังทันแฮะ ฟังรู้เรื่องด้วย (ดีใจสุดแสน)

พอสอบเสร็จแล้ว ประกาศผลว่าสามารถเรียนชั้นต่อไปได้แล้ว
ก็รู้สึกโล่งใจ และ ดีใจกับสิ่งที่ลงแรงไปแล้ว มันเห็นผล
เพราะเราก็พยายามมากเหมือนกัน
ถึงแม้จะขี้เกียจอ่านหนังสือและขี้เกียจท่องศัพท์มากๆก็ตาม
อย่างหลังนี่ เตือนตัวเองว่า ต้องอ่านหนังสือทุกๆๆๆๆๆวัน

ตอนนี้เราจำคันจิได้แค่ 30 ตัว ... ความรู้แค่เพียงห่างอึ่ง
หนทางยังอีกยาวไกล
ก็ไม่รู้ว่าเราจะสามารถปีนกระไดไต่ไปได้สูงแค่ไหน
ก็ต้องพยายามกันต่อไปนะจ๊ะ
 

ป.ล. เพิ่งให้รางวัลกับตัวเองด้วยการดูดเพลงใหม่ลงไอพอดแบบยกเซ็ต
ชีวิตบนรถเมล์เพื่อประชาชนชาวรากหญ้าอย่างเรา
มันช่างมีฟามสุข แอนด์ แฮ๊ปปูรี่มากมายก่ายกอง




ถึงจะต่างสไตล์  แต่จายเดียวกานนนนน ... 

... คามปายยยยยยย



บางที ...

พอถึง Chapter ที่ต้องพลิกชะตาชีวิต (ซึ่งบางทีเราก็เลือกเองได้)


ลองมองจากมุมสูงๆ  มุมกว้างๆ

แล้วค่อยๆ   " ส่อง"

.
.
.

ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อน

.
.
.


ยังพอมีเวลา ...


ชีวิต ของ สาวโสด ที่ อยู่ คน เดียว

ปกติเวลานั่งกินข้าวที่บ้านก็จะไม่เป็นที่เป็นทาง
บางทีก็นั่งกินบนโต๊ะคอมพ์
บางทีก็โต๊ะหน้าทีวีในห้องนอน
บางทีก็เดินไปกินไป (นอนกินก็มีนะเออ)

แต๊ะ-หว่า ...

วันนี้เรามีโต๊ะกินข้าวเป็นกิจลักษณะแล้ว
สไตล์ญี่ปุ่นเชียวนะจ๊ะ
199 บาท แบกเข้าบ้านมาเองกับมือ


ใครบอกว่าเราจะนั่งกินข้าวคนเดียวให้เปลี่ยวอุรา
เราไม่ชอบนั่งกินข้าวคนเดียว (ถ้าไม่จำเป็น)


เพราะด้านนอกบ้าน  มีบุฟเฟ่ต์สำหรับขาประจำและขาจรกันเอิกเกริก


มีการคว่ำชามข้าวด้วย ... โอ๊ะ ... น่ากลัวเจงๆ


แต่นี่สิ ที่น่ากลัวว่า ... แมวหมูตอนจอมตะกละ



ถึงจะเป็นโต๊ะกินข้าวเล็กๆ
แต่ก็ทำให้บ้านสาวโสด(หลังเล็กๆ) (และรกๆ) ดูอบอุ่นขึ้น

ว่าไหมจ๊ะ ^^


มานั่งคิดๆดู

รู้สึกว่าเราจะจริงจังกับงานอดิเรกมากกว่างานที่ทำประจำซะอีกนะเนี่ย

เขียนบล็อก

ทำงานฝีมือ

ทำกับข้าว

ปลูกต้นไม้ 

แบกเป้เที่ยว

แกะยางลบ

เลี้ยงแมว

ถ่ายรูป 

เรียนภาษาญี่ปุ่น


ส่วนงานประจำที่ทำอยู่ ก็เหมือนไปทำเพื่อที่จะได้เจอเพื่อนที่ทำงาน
ได้เงินเดือนมาเลี้ยงชีพ

แต่ก็ไม่สนุกและไม่จริงจังเท่ากับงานอดิเรก
ซึ่งแบบนี้ไม่ดีเลยนะ
งานประจำก็ควรทำด้วยความสนุกและจริงจังสิ จริงไหม

หรือว่าเราอาจจะยังไม่เจองานที่ตัวเองชอบมากๆก็ได้
เพราะความสนใจของเราค่อนข้างหลากหลายเยอะแยะไปหมด
โน่นก็อยากทำ นี่ก็อยากทำ  เป็นพวก Generalist มากกว่า specialist นะเนี่ย
แบบว่า เกิดมาทั้งที ก็ขอลองมันทุกอย่าง

เคยคุยกับเพื่อนคนนึง ซึ่งเค้าก็ดูประสบความสำเร็จในอาชีพการงานดี (ดูรวยดี)
แต่เพื่อนก็บ่นๆว่า ไอ้ที่ทำอยู่นี้ ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบจริงๆหรือเปล่า
มีสตางค์ แต่ไม่ค่อยจะมีความสุข

ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดนะ
เพราะเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

ส่วนงานอดิเรกที่ว่ามาทั้งหมดนั่น
เราก็คงจะเอ็นจอยและจริงจังกับมันต่อไป

ส่วนงานประจำ ก็คงต้องเอากลับไปนอนคิดต่อ
ว่าจะ Play Safe ต่อไป  หรือจะออกไปตะแลดแต๊ดแต๋
ออกจากโลกเดิมๆที่เคยชิน

นี่ขนาดทำงานมาตั้งนาน อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ
ก็ยังคิดมากเหมือนตอนเรียนจบใหม่ๆเลยนะ

แต่อาจจะคิดน้อยและก็สับสนน้อยกว่าตอนนั้น
อย่างน้อยเป้าหมายในชีวิต มันก็พอจะมองเห็นบ้าง
อาศัยแค่ความกล้า และก็ตั้งใจจริงเท่านั้นแหล่ะ
ที่ผ่านมารู้สึกว่าเราจะติดเล่นมากไปหน่อย (ลืมไปว่าแก่แล้วนะมึง)

อยากเขียนต่อ
แต่รู้สึกว่าเอ็นทรี่นี้จะยาวมากเกินไปแล้ว
นึกไม่ออกแล้วด้วยว่าจะเขียนอะไรต่อ


ลองไปค้นรูปเก่าๆในไดอะรี่ออนไลน์

ที่เคยเขียนเล่นๆเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว

ไปจ๊ะเอ๋รูปนี้เข้า ...

ก็เลยอยากเอามาแปะในบล็อกนี้อีก

เพราะเป็นภาพที่ชอบมาก





เราอยู่ตัวคนเดียวแบบหัวเดียวกระเทียมลีบในกรุงเทพฯ

บางที่ (และหลายที) ก็รู้สึกเหงามากๆ

จะเรียกว่า เหงา หรือ ว่าอะไรดีล่ะ

เอาเป็นว่า มันเป็นความรู้สึก
คิดถึง” (กรุณาร้องเพลงของพี่เบิร์ดประกอบการอ่านไปด้วย)

คน สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ดอกไม้

อะไรที่มันคุ้นเคย และ รู้สึกผูกพัน

คิดถึงมากๆ ประมาณว่า ... อยากเห็นหน้า

อยากพูดคุย อยากสัมผัส จับต้อง และ อยากกอดแน่นๆ

...

อันนี้ก็อาจจะเป็นข้อดีของเด็กต่างจังหวัดแบบเรา

ที่อย่างน้อยก็ยังมีบ้านไว้ให้คิดถึง (แหม ...พูดปลอบใจตัวเองไปงั้นแหล่ะน่า)



ป.ล. รูปปฏิทินนั่น ...

เป็นปฏิทินของปีที่แล้ว พ่อเราเอาปากกาหมึกแดงมาวงๆๆๆๆ

นั่งรอวันลูกกลับบ้าน (ฮือๆ ... ลูกจะพยายามกลับบ้านบ่อยๆนะป๊ะป๋าจ๋า)


อย่ากระนั้นเลย...

สุดสัปดาห์นี้

กลับบ้านนอก ไปหาพ่อหาแม่ & นอนตีพุงดีกว่านะเรา



คืนวันศุกร์กะจะรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อเอาแรงนั่งปั่นงานวันหยุด
แต่ก่อนจะมุดขึ้นเตียง ดันไปค้นเจอแผ่นหนังที่น้องสาวทิ้งเอาไว้ก่อนไปอเมริกา
(ในถุงเน่าๆนั้นมี
VCD ซีรีย์เกาหลีเพียบบบบบบ)

ไม่ได้ดูหนังแผ่นนานมากๆ
DVD ที่หลายๆคนให้ยืมมาดู  อยากดูแทบแย่  แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลา
(ถ้าจะดูหนังต้องมีความพร้อมนะ  ประมาณว่า อารมณ์พร้อม 
ไม่เพลีย ไม่เหนื่อย ไม่ง่วง และไม่มีงานคั่งค้างให้รู้สึกตะหงิดๆใจ)

“Whisper of the Heart ” หรือ Mimi Wo Sumaseba : If you listen Closly



โปรดอย่าฟังเสียงกระซิบจากสังคม
ที่บังคับให้เราต้องมีชีวิตสูตรสำเร็จแบบที่สังคมกำหนดไว้
แต่ให้ฟังเสียงกระซิบจากหัวใจตัวเอง ว่าจะเลือกเดินไปทางไหน
… ”

เราก็เหมือนหินแร่ที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน ...
หาตัวเองให้เจอ
แล้วก็จงเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ...








เฮ้อ ...
ดูอะนิเมะของ
Ghibli ทีไร  ใจเต้นทุกที
เสียดายที่ตอนอยู่ญี่ปุ่น เราไม่ได้ไป Museum ของจิบลิ สตูดิโอ (พลาดอย่างแรง)
 

ที่สำคัญก็คือ  เพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ...
Take Me Home , Country Road ซึ่งขับร้องโดย Olivea Newton John
ร้องเพลงนี้ได้เสียงหวาน กังวาน ดูจริงใจมากๆ
เราชอบเพลงในเวอร์ชั่นหนังเรื่องนี้นะ
ไวโอลิน ผสมฟลุ๊ต กับปิ๊กโกโร่  ฟังแล้วเหมือนเปิดหน้าต่างตอนเช้าๆ
แล้วเห็นฟ้าสีใสๆ อากาศสดชื่น กับเมฆเป็นปุยๆ มีนกร้องจิ๊บๆๆๆ
อะไรประมาณนั้นเลย

ฉันเคยฝันใฝ่
อยากจะใช้ชีวิตด้วยตนเอง
ไม่หวั่นเกรงที่ต้องอยู่อย่างเดียวดาย
ทิ้งความทุกข์เศร้าในใจไว้เบื้องหลัง
แล้วแสร้งทำว่าตัวฉันนั้นแข็งแกร่ง

คันทรี่โรด ... ถนนสายนี้
ถ้าหากมุ่งตรงไปจนสุดทาง
ฉันรู้ได้ด้วยใจของฉัน
ว่ามันจะนำฉันไป
สู่เมืองแห่งนั้น  คันทรี่โรด

ไม่ว่าจะทุกข์เพียงใดก็ไม่หวั่น
ฉันจะไม่มีวันต้องหลั่งน้ำตา
ฉันก้าวเท้าเร็วขึ้น
ตามที่ใจฉันปรารถนา
แล้วโยนความทรงจำเก่าๆนั้นทิ้งไป

คันทรี่โรด ... ถนนสายนี้
ตรงไปสู่บ้านเกิดของฉัน
ฉันจะไม่ไปที่นั่น

ฉันกลับไปไม่ได้
ไม่อาจไปตามทางได้

เมื่อวันพรุ่งนี้มาถึง
ฉันก็จะเป็นอย่างที่ฉันเป็น
อยากกลับไปที่นั่น
แต่ไม่อาจกลับไปได้

คันทรี่โรด ...


 - - - ใครฝันอะไรกันไว้

ก็ทำให้มันเป็นจริงให้ได้นะ ... พยายามเข้า - - -

(ประโยคสุดท้ายนี่ก็บอกกับตัวเองด้วยเหมือนกัน)





วันนึง  เราจะรู้ว่า ...

เราเปราะบาง เกินกว่าจะอยู่คนเดียวได้

(
Bioscope พฤศจิกายน 2550)

......

ตราบใดยังมีรักย่อมมีหวัง

ไม่ได้หมายความแค่

การรักใครสักคนจะทำให้เรามีหวัง


แต่มันหมายถึง - การมีความรัก - อยู่ในหัวใจ

เมื่อเรายังรักได้ เจ็บเป็น

ชีวิตของเราก็ยังมีความหวังพอจะไปข้างหน้า

ความรักมันทำให้เราเจ็บปวด (ทำให้เราเหงาเหี้ยๆ)


แต่มันจะเป็นไปได้หรือที่เราจะอยู่ได้ โดยไม่รักใครหรืออะไรเลย

(Open Online)