tick-life



เมื่อวานได้รับคำเชิญชวนจากสมาชิกชาวบล็อกข้างบ้าน 

ซึ่งมีการนัดแนะให้มาเจอตัวกันแบบตัวเป็นๆ(ซะที)

หลังจากมีการแวะเวียนกันเข้าไปอ่านและคอมเม้นท์เว็บบล็อกของกันและกันมานานพอสมควร

หมาเจี๊ยบ    พี    ศุภฤกษ์   และ   Phir & Plop

เป็นการพบกันครั้งแรกที่ได้บรรยากาศและอรรถรส

อาหารถูกจริต (เป็นส้มตำปูปลาร้าที่อร่อยถูกจริตลิ้นที่สุดในยูนิเวิร์ส)
 

ผู้คนที่มาพบกันเป็นครั้งแรกก็ถูกจริต

อันนี้มันก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน แต่มันรู้สึกถูกชะตา


พูดมากไปก็ไม่รู้ว่าจะพูดว่ายังไงดี 
 

เราก็พูดไม่ค่อยเป็น ... แบบว่า มึน เอ๋อ เบ๊อะ

เอาเป็นว่า ไปอ่านบล็อกของแต่ละคนกันเองดีกว่า น่าสนใจกว่า 

และเราก็คงจะติดตามอ่านบล็อกของกันและกันต่อไป (ถ้าไม่เลิกเขียนกันซะก่อนนะ)



ป.ล. รู้สึกว่าจะมีบล็อกของเจี๊ยบคนเดียวที่แปะรูปปาร์ตี้เหล่าบล็อกเกอร์ 



คืนวันก่อน เราโดนเซอร์ไพรซ์เข้าไปแบบงงๆ

 

โอ้โห ... คิดมุขแบบนี้ได้ยังไงกัน !

 


ร้ายกาจมากเลยนะ

 

...

 

บางที ...

 

การได้รับของขวัญในโอกาสพิเศษสักชิ้น

 

ก็ไม่จำเป็นว่าของชิ้นนั้นต้องมีราคาแพง

 

วิธีการมอบของให้ ก็ไม่จำเป็นต้องพิศดาร หวือหวา

 

หรือน่าประทับใจจนน้ำตาแทบไหลด้วยความซาบซึ้ง

 

 

 

เอาแบบง่ายๆ บ้านๆ ธรรมดาๆแบบนี้ก็ได้ ...

 

 
" ฃ่างทำกับเจ๊ได้นะน้องอดุลย์สมาน ... แหมๆๆๆๆๆ "

ยิ่งได้รู้จักกับอดุลย์สมานมากขึ้นเท่าไหร่

 

ก็ยิ่งรู้สึกว่า ...

 

โอ๊ย ... อดุลย์สมานเนี่ยมัน บ๊า  บ้า ... (นี่แน่ะๆๆๆๆๆๆ) (ทุบไหล่ๆๆๆๆๆ)

 

 


ขอบคุณน้องอดุลย์สะหมุยมากๆนะจ๊ะ

สำหรับของขวัญวันปีใหม่ ... และเซอร์ไพรซ์ที่เจ๊ไม่คาดคิด


 

หวังว่า จะเป็นปีหนูที่ดี อีกปีหนึ่ง สำหรับเรานะ

(โดยเฉพาะที่อวยพรว่า ... ขอให้สวยวันสวยคืน)


ชอบ ... ชอบ ... ชอบ

 



ข้าพเจ้าละทิ้งทางโลกและทางธรรม


วันๆก็หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง

ไม่มีปาร์ตี้วันหยุดแบบที่เคยๆ
 

รวมทั้งไม่ได้ออกไปเจอใคร
 

ตื่นเช้าออกไปทำงาน  ตะวันตกดินก็กลับบ้าน  

ให้อาหารแมว
  นอนอ่านหนังสือ


แลดูชีวิตมันเงียบเหงา เศร้าสร้อยอย่างไรพิกลใช่ไหม

 

แต่ก็แปลกนะที่ไม่ได้รู้สึกเหว่ว้าโศกาอาดูร

กลับรู้สึกดีและสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

เป็นอารมณ์แปลกใหม่ ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

 


เพิ่งเข้าใจว่า
  จะสุข จะทุกข์สักแค่ไหน 

มันก็อยู่ที่ว่า ใจของเราจะเลือก รับ หรือ  ทิ้ง อย่างไหนมากกว่า


ตอนนี้สามารถเดินร้องเพลงหงุงหงิงๆคนเดียวได้อย่างสบายในอารมณ์
(เฮ๊ย  นี่ไม่ได้บ้านะ)


ฝังจิตฝังใจอยู่กับการงาน ฝันเล็กๆ และ ชีวิตของตัวเองล้วนๆ 

เหมือนกำลังแก้โจทย์สมการในวิชาคณิตศาตร์  

ซึ่งคนเกลียดวิชาเลขเข้าไส้แบบเราก็ต้องพยายามมากกว่าปกติ

ก็ค่อยๆทำมันไป ...  อยากรู้เหมือนกันว่าตัวเองจะทำได้ดีสักขนาดไหน
   




ยืนด้วยลำแข้งตัวเองเนี่ย
  

มัน-ก็-เหนื่อย-เหมือน-กัน-นะ-โฟ๊ย ...

 




สนุกสนานกับการทำงานตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงแม้จะรู้สึกเหนื่อยมากๆๆก็ตาม

ช่วงนี้เรากำลังปรับตัวกับการที่่ต้องอยู่คนเดียว

เนื่องจากน้องสาวที่อาศัยอยู่ร่วมชายคาวิมานทาวน์เฮ้าส์เดียวกัน เพิ่งเดินทางไปอเมริกา



มีคำถามมากมายด้วยความห่วงใยจากคนใกล้ชิดว่า ... อยู่คนเดียวเหงาไหม
?

คำตอบสั้นๆก็คือ เหงาสิ(วะ)


แต่ข้อดีของการอยู่คนเดียวก็คือ

รีโมททีวีและคอมพิวเตอร์ก็จะเป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว
(ไชโย)

และตอนนี้เรากำลังจะมีแผนการปรับเปลี่ยน โยกย้ายเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน อาทิ

เปลี่ยนโต๊ะทำงานใหม่
เปลี่ยนผ้าม่าน

รื้อประตูห้องน้ำ เปลี่ยนลายผ้าปูที่นอน ...

ไม่แน่ว่า อาจจะทาสีผนังห้องนั่งเล่นซึ่งปัจจุบันใช้เป็นห้องทำงานของเรา

แทนผนังห้องสีเดิมซึ่งเป็นสีขาว จืดๆชืดๆ

กำลังคิดอยู่ว่า ... จะทาผนังห้องด้วยสีเขียวหรือสีม่วงดีนะ

.
.
.
.



อากาศเริ่มเย็นๆ
ฝนเริ่มทิ้งช่วง

ถึงแม้ว่าบางวันจะมีเมฆครึ้มๆและฝนตกเปาะแปะพอให้ชื้นๆฉ่ำๆ



ตามประสาคนชอบวันที่มีฝน ...

อากาศแบบนี้เหมาะสำหรับการเริ่มต้นใช้ชีวิตหญิงเดี่ยวเต็มรูปแบบ (อันนี้คิดเอาเองนะ)

หนาวๆ ชื้นๆ หลอนๆอย่างไรพิกล คงต้องใช้เวลาสักพักในการปรับตัว

แต่ตอนนี้ก็เริ่มจะชินๆแล้วล่ะ



ฉันอยู่คนเดียวได้หน่ะ ...

สบายมาก ...

ไม่ต้องเป็นห่วงนะจ๊ะ



หลังพักเที่ยงเมื่อวันก่อน


ระหว่างที่นั่งรอซื้อกาแฟเจ้าประจำ

ก็พอดีกับที่น้องชาย (เอ ... จะเรียกมันว่า น้องชาย หรือ น้องสาวดีหว่า)

ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่สนิทสนมกันดีกับเรา แต่อยู่คนละแผนก และทำงานอยู่กันคนละตึก

น้องเค้าคงเพิ่งทานข้าวกลางวันเสร็จ และก็กำลังจะเดินกลับขึ้นตึกพอดี


และคงเห็นเรานั่งด๋อยๆรอกาแฟอยู่

น้องชาย(ใจสาว) ร้องทัก พลางเดินปรี่มาที่เก้าอี้ที่เรานั่งอยู่


" ไม่เจอกันนานเลยนะเจ๊

เจ๊ไปทำอะไรมา ขอบตาดำคล้ำ

ไม่ได้นอนเหรอ งานเยอะเหรอ หรือว่าอกหัก หน้าตาดูไม่ได้เลย

บอกแล้วว่าอย่าไปเที่ยวกับผู้ชายบ่อย เห็นไหมเนี่ย โทรมมาเชียว "


เรานั่งยิ้มๆ ขี้เกียจเถียงมัน บอกแค่ว่า ความดันต่ำของเรากำเริบ

เลยกลายร่างเป็นหมีแพนด้าสภาพอย่างที่เห็น แต่ตอนนี้โอเคดีแล้ว

ขอบใจที่น้องมันอุตส่าห์สังเกตเห็น (แสดงว่ากูต้องโทรมมากๆแน่ๆเลย
ใช่ไหม ... ฮือ ฮือ)

.
.
.

หลังจากเราได้กาแฟตามที่สั่ง

เรากับน้องชายใจสาวก็เดินกลับขึ้นตึกด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก

คุยเรื่องงานเล็กๆน้อยๆ

จากนั้นก็แยกย้ายกลับขึ้นตึกใครตึกมัน ห้องใครห้องมัน ...


เรากลับขึ้นห้อง ดูดกาแฟ แล้วเดินไปแปรงฟัน

จากนั้นกลับมานั่งที่โต๊ะอีกรอบ



เปิดคอมพ์

เช็คอีเมลล์

.
.



น้องชายใจสาวคนเมื่อกี๊ ... ส่งอีเมลล์น่ารักตามมาตบท้ายกาแฟมื้อเที่ยง




นอกจากข้อความสั้นๆในอีเมลล์

ก็ยังแนบรายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคความดันต่ำแถมมาด้วย


ขนาดไม่ค่อยได้เจอหน้ากันบ่อย นาน น๊านจะเจอกันที ส่วนใหญ่จะเจอกันในห้องประชุม

แต่เล่นมุขนี้ ... มันน่ารักจริงๆเลยหว่ะ

ขอบใจน้องโทมากๆเลยนะ

และก็ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆในการทำงานมาตลอด

อีเจ๊ซึ้งโคตร ...


เป็นอีเมลล์ยามบ่าย ที่เปิดอ่านแล้วรู้สึกดี


กาแฟที่ขมๆปากอยู่หน่ะ หวานเจี๊ยบขึ้นมาเลยเชียวแหล่ะ

เราไม่ใช่คอหนัง

แต่เราก็มักจะโชคดี

ได้ดูหนังดีๆแบบไม่ได้ตั้งใจ

เรื่องนี้ก็เช่นกัน

Little Miss Sunshine



ไม่ว่าบางทีเราอาจจะเคยคิดว่า

ทำไมคนในครอบครัวของเรามันเป็นแบบนี้

ดูไม่สมประกอบ ขาดๆเกินๆ ทำไมมันไม่ปกติเหมือนบ้านคนอื่น ?

หรือแม้กระทั่ง คิดว่า ... ทำไมคนในครอบครัวถึงไม่เป็นอย่างที่ใจเราต้องการ

.
.

ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

มันเปราะบาง อ่อนไหว

แต่ภายใต้ความอ่อนบาง

มันก็มีพลังอย่างเหลือเชื่อ

.

บางทีความไม่สมบูรณ์แบบ มันก็มีความสมบูรณ์แบบอยู่ในตัวเหมือนกันนะ

ทำเป็นเล่นไป ...

ขี้แพ้แล้วไงวะเฮ๊ย ...

.
.

ไม่มีใครจะเป็นคนขี้แพ้ได้ตลอดชีวิตหรอก

ชีวิตครอบครัวแต่ละบ้านมันมีสีสันประจำบ้าน ไม่ซ้ำแบบ และไม่ซ้ำสี

เราไม่สามารถพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่นให้เป็นในแบบที่เราต้องการได้

ก็ปล่อยให้เค้าเป็น ในแบบที่เค้าเป็น นั่นแหล่ะ ดีที่สุด ...



นั่งยิ้ม หัวเราะ และร้องไห้ไปกับหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ

ต้องขอขอบคุณ เจี๊ยบ ที่หยิบดีวีดีเรื่องนี้มาเผื่อแผ่ให้เราได้อิ่มแบบไม่ต้องกินข้าว
.
.


ดีใจที่ได้ดูหนังดีๆอีกเรื่อง



อุตส่าห์รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะกับฮิโรชิตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่แล้วว่า

เย็นวันเสาร์นี้ เราจะเป็นคนหาร้านอาหารร้านใหม่ (ที่ไม่ใช่ตลาดสามย่าน)

และจะนัดเพื่อนๆของฮิโรชิที่เรียนภาษาไทยที่ เอ.ยู.เอ มากินข้าวกินปลาด้วยกัน

แต่หลังจากที่เราเพิ่งจะหายจากอาการผะอืดผะอมอันเนื่องจากภาวะความดันต่ำ

ทำให้ตอนนี้ เราไม่อยากไปไหน ...เราไม่อยากกินอะไร และเราไม่อยากเจอคนเยอะๆ ...

เวียนหัว เวียนหัว ...

.

.

ความจริงถ้าเรารับปากกับเพื่อนไปแล้ว เราก็ไม่ควรจะมาทำนิสัยอย่างนี้ใช่ไหม ?

แต่เราก็ไม่อยากฝืนแต่งตัวออกจากบ้าน ในขณะที่อารมณ์ตอนนั้นมันไม่อยากไป

อยากนอนนิ่งๆ อยากอ่านหนังสือ อยากฟังวิทยุ อยากดูดีวีดี

สรุปแล้วก็คือ

อยากอยู่คนเดียวนั่นเอง

.
.

โทรศัพท์ไปยกเลิกนัดกับฮิโรชิ บอกฮิโรชิไปตามตรง

เราไม่อยากตอแหลว่า เราติดงาน งานเยอะ ... บลา บลา บลา


นี่แก เสาร์นี้ฉันคงไม่ไปกินข้าวด้วยนะ ... ตอนนี้ฉันไม่อยากกินอะไรหว่ะ

อ้าว ... ทำไม

ขี้เกียจ ...

... งั้นไว้คราวหน้าละกัน

อือ .. ขอโทษที

อือ ... ไม่เป็นไร

.

อยากลี้ หนีกรุงเทพไปเสม็ด ...กับเจี๊ยบ

เอาไว้โอกาสหน้าละกัน ... นะเพื่อนนะ

อยากไปโน่นมานี่ลอดเวลานั่นแหล่ะ

.

.

นิสัยไม่ดีเลยกู

.


หวังว่าทุกท่านคงเข้าใจมนุษย์โลเล EQไม่เสถียรแบบดิฉันนะคะ ...

ช่วงนี้ดิฉันเมายาค่ะ ...


หมายเห: ไม่ควรกินยาที่ข้างซองเขียนว่า รับประทานยานี้ อาจทำให้ง่วงนอน
มิฉะนั้น จะทำให้ ประสิทธิพาบ ในการทำงานลดลง (ขนาดพิมพ์ ยังพิมพ์ผิดเลยอ่ะ ... คิดดู๊)

ตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมา
ทุกๆวัน
เราจะกลับมาถึงบ้านด้วยสภาพเหงื่อไหลไคลย้อย หน้ามันแผล่บๆ
ซึ่งตอนนี้เรากำลังสนุกกับการไปวิ่งที่สวนสาธารณะหลังเลิกงานทุกๆเย็น

พอห้าโมงเป๊ง ...
เราจะรีบปิดคอมพิวเตอร์
เปลี่ยนเสื้อผ้า
แล้วเดินลิ่วๆไปที่สวนรมณีนาถ

จากที่เมื่อก่อน เราจะเป็นมนุษย์ที่ขี้เกียจมากๆ
แต่ว่าตอนนี้เรายังรู้สึกแปลกใจตัวเองเหมือนกัน
ว่าเราเป็นอะไรไปเนี่ย
หรือว่าเราจะเสพติดการออกกำลังไปแล้ว
โอ๊วจ๊อซ ... ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อ ... (อยากจะร้องกรี๊ด)

การได้ออกไปวิ่งในสวนที่มีต้นไม้เยอะๆ มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆ
ยิ่งถ้าวันไหนออกไปวิ่งหลังจากที่ฝนเพิ่งตกเสร็จใหม่ๆ
เราจะได้กลิ่นหญ้า กลิ่นดินหอมๆ ก็ยิ่งรู้สึกดีเข้าไปใหญ่

การได้ออกกำลังทำให้เรารู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้น
ก่อนหน้านี้ ร่างกายเรามันหนืดๆเนือยๆมากๆ
แค่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อยประมาณว่าหัวใจเต้นแรงแทบจะปลิ้นออกมาข้างนอก

แต่ตอนนี้สมองของเราปลอดโปร่งมากๆ

มีแรงคิดงาน มีพลังงานที่จะทำอะไรๆอีกมากมายที่เราอยากทำ
ที่สำคัญ มันช่วยให้เราง่วงนอนและเข้านอนเร็วขึ้น
เราหลับสบาย และตื่นมาโดยที่ไม่รู้สึกหนืดเนือยเหมือนเมื่อก่อน



เมื่อวันก่อน เราเพิ่งไปซื้อรองเท้าสำหรับวิ่งมาใหม่อีกหนึ่งคู่


ไม่ค่อยเห่อเลยนะเนี่ย ^^



เราเป็นคนมีเพื่อนเยอะไหม ? ...

ไม่รู้เหมือนกัน

รู้แต่ว่าเพื่อนที่เราจะทะนุถนอมเก็บเอาไว้ในลิ้นชักส่วนตัว
แบบที่เรียกว่า เพื่อน ได้แบบสนิทปากสนิทใจ ไม่ใช่แค่คนรู้จักกันเฉยๆ
ก็มีไม่มากมายสักเท่าไหร่ ... น้อยถึงน้อยมากเลยทีเดียวเชียวแหล่ะ ...

...

เมื่อวันก่อนเรามีนัดไปกินข้าวเย็นที่ตลาดสามย่านกับเพื่อน 2 คน
2 คนที่มากันคนละทิศละทาง ... ไม่น่าจะมาเจอกัน
แต่แล้วก็มาเป็นเพื่อนกับเราจนได้

สองท่านที่เรากำลังจะเล่าให้อ่านคือ
สิรินดา กับ ฮิโรชิ



สิรินดา หรือ พี่ตา นักวิจัยที่มีงานอดิเรกเป็นนักเขียนนิยายรักหวานซึ้ง
(ติดตามผลงานของเธอได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป)

พี่ตาเป็นผู้หญิงหวานนอก แต่จริงๆแล้วบู๊ (ผิดกับเราที่ทั้งบู๊และเถื่อนถ่อยทั้งข้างนอกข้างใน)


เรากับพี่ตาเดินทางด้วยกันครั้งแรก(และรู้จักกันครั้งแรก) ที่ประเทศอิหร่าน
ประเทศที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์การเดินทางของใครๆ
หลังจากนั้นมา เราก็นัดเจอกันนิดหน่อย เจอกันปีละครั้งได้มั๊ง

แต่อย่างไรไม่รู้ ...
สวรรค์ก็นำพา เราสองคนแบกเป้ไปเที่ยวเวียดนามกัน(แบบงงๆ)
ทริปนั้นเราไปกัน 9 วัน(แบบกระเป๋าแบนๆ)
แต่ 9 วัน ก็ทำให้รู้จักนิสัยกันอย่างกับว่ารู้จักกันมา 9 ปี
นิสัยด้านมืดด้านสว่างจะถูกเปิดเผยก็ตอนไปเที่ยวด้วยกันหลายๆวันเนี่ยแหล่ะว๊า


อีกคนหนึ่ง คือ ฮิโรชิ
เจแปนนีส ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำรายได้ดีที่ประเทศตัวเอง
ประเทศที่ฮิโรชิบอกว่า " ไม่มีพื้นที่ว่างๆให้ผมยืน" และ อยู่ที่นั่นแล้วประสาทจะแดก
จากนั้นฮิโรชิก็ตัดสินใจย้ายมาสิงสถิตสถาวรอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร

เรากับพี่ตาเจอฮิโรชิครั้งแรกบนรถตู้เข้าเมืองที่สนามบินนอยไบ
เนื่องจากบังเอิญโดยสารมาในเครื่องบินลำเดียวกันและก็จะหารถเข้าไปในตัวเมืองฮานอยเหมือนกัน

เราคุยกันและทักทายกันธรรมดาตามประสานักท่องเที่ยว

เมื่อรถตู้มาส่งถึงที่พักของแต่ละคน ... ต่างก็โบกมือลาและบอกว่าโชคดีตามธรรมเนียม

.
.
.

โลกนี้มันก็ไม่ใช่เล็กๆ


ไม่คิดว่าจะมาเจอกันอีก

แต่เราก็มาเจอกันอีก ... จนได้...

มันแปลกไหมเล่า !

ฮิโรชิเป็นเพื่อนชาวต่างชาติที่เราสนิทมากที่สุด
ปกติคนญี่ปุ่นจะมีนิสัยออกแนวดาร์คที่คนไทยอย่างเราเข้าใจยาก
แต่ฮิโรชิ เป็นญี่ปุ่นที่เปิดเผยนิสัยและความคิดอย่างไม่มีปิดบังซ่อนเร้น
และที่สำคัญ ฮิโรชิเป็นคนใส่ใจและมีน้ำใจกับเพื่อนพอสมควร...

สิรินดาและฮิโรชิ ล้วนแล้วแต่เป็นมิตรที่ถูกเก็บเกี่ยวมาจากการเดินทางของเรา

มันเป็นเรื่องแปลกดีเหมือนกัน ที่เส้นทางของแต่ละคน มันขีดมาให้ชนกัน
ขีดให้เจอกัน แล้วก็ดีดออกไปคนละทาง
สักพัก ... เส้นที่ว่าก็โคจรมาชนกันใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า วนๆเวียนๆกันอยู่อย่างนี้

หรือว่าเราจะทำกรรมร่วมกันมาคะคุณขา ...
.
.
.

ความเป็นเพื่อนมันงอกงามตามธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรให้มากความ
มันไปของมันเรื่อยๆ ... ไม่เรียกร้อง ไม่โหยหา เพราะมันถูกจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสม

มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับเรา ... แปลก ... แต่ดีนะ

สำหรับคนเถื่อนถ่อย(แถมปากหมา)อย่างเรา ยิ่งอายุมากขึ้น เพื่อนยิ่งเหลือน้อยลง

ถ้าปริมาณมันน้อยลงอย่างที่ว่า แต่คุณภาพมันคับแก้ว
เราว่ายังดีกว่าให้ชีวิตเราร่ำรวยรายล้อมไปด้วยเพื่อนในปริมาณที่มากมาย
แต่รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ...

.
.
.

อาหารมื้อนั้นที่ตลาดสามย่านอร่อยดีนะ

แต่ความรู้สึกดีๆ มันมีมากกว่า

ไม่รู้ว่าเราจะเป็นเพื่อนกันไปนานสักแค่ไหน

รู้แต่ว่า ... ยังไงเราก็จะได้เจอกันอีก
.
.
.


ถึงเราจะโชคไม่ดีในบางเรื่อง

แต่เรามีเพื่อนดีๆ ... แค่นี้ ก็ดีมากมายแล้วล่ะ






เมื่อเย็นไปวิ่งที่สวนรมณีนาถมา

สวนรมณีนาถอยู่ใกล้ๆออฟฟิศเรา แค่เดินประมาณ 20 ก้าวก็ถึงแล้ว

เรามีสถานที่ออกกำลังกายแบบไม่ต้องเสียสตางค์อยู่ใกล้ๆ แต่เราก็กลับมองข้าม

จนมาวันนี้ หลังจากที่ไม่ได้มาวิ่งมากว่า 2 ปี

กลับคืนสู่สังเวียนนักวิ่งอีกครั้ง ...

สาเหตุแห่งการลุกขึ้นมาวิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง (กรุณาร้องเพลงของพี่หรั่งร็อคเครสตร้า ประกอบการอ่านไปด้วย)

เนื่องด้วย ช่วงนี้จิตใจว้าวุ่น คิดมากด้วยเรื่องไม่เข้าท่า

รวมทั้งอาการป่วยทางกายด้วยโรคหวัดยืดเยื้อ

เราจึงตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า จะ(พยายาม)ไปวิ่งทุกวัน...

วันนี้ฝนไม่ตกซะด้วย นับเป็นนิมิตรหมายอันดีสำหรับการเริ่มต้น

เราเริ่มออกสตาร์ทด้วยการเดินรอบสวน 2 รอบ (แค่เดินยังเหนื่อยเลย)

หลังจากวอร์มร่างกายได้ที่ ... ก็วิ่งมันเข้าไป

วิ๊ง วิ๊ง วิ๊ง วิ๊ง วิ๊ง ... วิ๊ง วิ๊ง วิ๊ง วิ๊ง วิ๊ง ...

...

อากาศดี - แดดไม่จัด - ลมพัดตึง



ในสวนเปิดเพลงเพราะจัง ... วิ่งแล้วเพลิน

วิ่งไป 3 รอบ

ดีใจ ... ที่เหงื่อไหลเข้าตา

สมองโล่ง - อารมณ์ดี - เริ่มจะมีความสุข



My name is tick tick gump !

ข้าวิ่งเพื่อลืมเธอ ...