

tick-life
สัปดาห์แห่งการขี้เกียจ
อู้งาน อัพบล็อกกันเถอะพี่น้องเอ๊ย

...............................................
อาทิตย์ที่ผ่านมา กลับไปบ้านต่างจังหวัด
และแวะกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า

ระเบียงที่ชอบวิ่งจากชั้นอนุบาล ไปชั้นป.6

แบบนี้ไงจ๊ะ ! เสียงยังดังตึงตัง ... เหมือนเดิม

ของเล่นสมัยตอนเราเป็นนักเรียนอนุบาล
เย๊ยย... ไม่น่าเชื่อว่ามันยังอยู่ และยังใช้งานได้ (เก่ามากเลย กร๊ากๆ)

เทียบรุ่นกันหน่อย
แต่อย่าไปนับเลย ... ว่าห่างกันกี่ปี

น้องสาวส่งกล้อง Polaroid มาให้
บอกว่าซื้อมาจากการาจเซลล์ในราคา 1 เหรียญ (ห๊า)

แต่เราไปเช็คราคาฟิล์มแล้ว
แม่มมม แพงกว่าราคากล้อง 10 เท่าตัว 
เอาไว้นึกครึ้มๆ อยากถ่ายรูปแบบเสียตังค์แพงๆ จะลองเอาไปถ่ายดูนะ
ตอนนี้ก็เอาไปตั้งโชว์เท่ห์ๆ แนวๆ ไปพลางๆก่อน
นอกจากกล้องแล้ว น้องสาวเรายังแฮ๊ปปี้ใจดีเป็นบ้า
ส่งหนังสือมือสองมาให้เก็บสะสม




ขอบใจมากที่นึกถึง เป็นพี่น้องที่รู้ใจกันเจงๆ
เอาไว้กลับมาเมืองไทย
จะพาไปกินแหลมเจริญซีฟู้ดส์นะแก
- มาถึงของขวัญวันเกิดที่คาดไม่ถึง -

ตกใจมาก ตอนที่เจ้านายเดินเอามาให้
เจ้านายเราเป็นชาวญี่ปุ่นที่พูด อ่าน เขียน ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี
และที่สำคัญ เป็นเจ้านายที่ใจดี น่ารัก และช่วยบิ๊วอารมณ์ติสต์ในการทำงาน

เราดีใจมาก
ไม่ใช่ดีใจเพราะได้ของ
แต่ดีใจ เพราะเจ้านายใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
ซึ่งมันมีผลอย่างมาก ทางด้านกำลังใจในการทำงาน
เราจะจำเอาไว้เป็นแบบอย่างที่ดี
เรื่องเล็กๆน้อยๆ
เราว่าสำคัญกว่าเรื่องใหญ่ๆอีกนะ

เช้าวันคล้ายวันเกิดของข้าพเจ้าประจำปีนี้
เป็นวันที่ง่วงงงงงงงงงงมาก
นั่งหลับบนรถเมล์ - รถตู้ - ต่อด้วยเรือ - ต่อด้วยรถไฟฟ้า
และของขวัญวันเกิดที่จะมอบให้กับตัวเองในปีนี้
ก็คือ
วันอาทิตย์นี้
ขอ นอนนนนนนนน ยาวววววววววว
เมื่อวานหลังกลับมาจากส่งแฟนกลับมาตุภูมิ
เราเดินหงอยๆหงิงๆกลับบ้านแบบเหงาโงกเงก
แถมรถเมล์ที่นั่งเข้าซอยมาดันเปิดเพลงใจร้าวอีก (โว๊ย จะทรมานใจกันไปถึงหนายยย)
เดินคอตกเปิดประตูเข้าบ้านแบบมืดๆ
แมวสิบตัวที่บ้านก็ช่วยอะไรไม่ได้
เศร้า เศร้า เศร้า
คิดถึงแฟรนนนนนนนนนนนนนน
เปิดไฟในบ้านให้มันสว่างๆ
เปิดทีวี คุยกับแมว รีดผ้า หาอะไรทำไปเรื่อยๆ
อาการสำออยแบบนี้ มักจะเป็นเฉพาะเวลาได้เจอแฟน
พอกลับมาอยู่ตัวคนเดียวอีกที ... จริงๆมันก็อยู่ได้ล่ะนะ
ทำกระแด่ะเป็นนางเอกหนังเกาหลีไปงั้นๆแหล่ะ (ฮุ๊ย นังนี่)
หลังจากทำตัวเป็นนางเอกเกาหลีทำเป็นเศร้าได้ประมาณครึ่งชั่วโมง
ก็จัดการแกะถุงส้มตำปูปลาร้า
และหมอนทอง 1 แพ็ค
(ก่อนหน้าเพิ่งไปนั่งกินฟูจิเซ็ตใหญ่กับแฟนมานะนั่น)
ลั๊ล ลา
อยู่เป็นคู่มั่ง อยู่คนเดียวมั่ง ชีวิตมันก็แซ่บดีนะค๊าบเพ่น้อง

Edit :
เดี๊ยนกินทุเรียนไปสองต่อน ส่วนอีกต่อน(ใหญ่) มันยังดิบอยู่ !
พรุ่งนี้เดี๊ยนจะไปหักคอพ่อค้าทุเรียนหน้าปากซอย
มาดูถูกราชินีหมอนทองอย่างเดี๊ยนได้อย่างไรกัน !
ข้อดีของการตื่นเช้า (ตีห้าครึ่ง)
1. อากาศดี แดดยังไม่ออก หน้าไม่ดำ
2. มีเวลาอาบน้ำแต่งตัวแบบไม่ต้องรีบ
3. คลื่นวิทยุมักเปิดเพลงช้าที่เราชอบ
4. แม่ค้าหมูปิ้งในซอยยังไม่ปิ้งหมู (ทำให้เวลาเดินผ่านหัวไม่เหม็น)
ข้อดีของการกลับบ้านดึก (หลังสองทุ่ม)
1. รถไฟฟ้าโล่งงงงงงง
2. รถไม่ติด นั่งรถปรื๊ดเดียวถึงที่หมาย
3. อาหารสดในซุปเปอร์ลดครึ่งราคา
4. มีแมวมานั่งรอหน้าบ้าน (รู้สึกเหมือนเป็นองค์หญิงไงมะรู้)
ข้อดีของการอยู่คนเดียว
1. ถ้าบ้านรก ก็ไม่ต้องบ่นใคร
2. อยากกดรีโมททีวีและดีวีดีแบบบ้าระห่ำก็ไม่มีใครมาว่า
3. เดินโป๊ในบ้านได้สบายแฮ
4. อิสระเสรีอ่ะโป๊ะเช๊ะ
ข้อดีของการมีแฟน(น่ารัก)
1. อยู่คนเดียวมันก็ดี แต่พอมีแฟนแล้วมันดีกว่าอยู่คนเดียว
2. ทำให้มีแรงจูงใจ (Motivation) ในการตื่นแต่เช้าไปทำงาน
สาเหตุคาดว่าเกิดจากแรงขับ (Drive) ในเชิงบวก
3. มีสองข้อข้างบนนั่นก็เหลือเฟือละ ไม่ต้องมีข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10




ตอนนี้ข้าพเจ้า(ต้อง)เลี้ยงแมว 6 ตัว
ส้มเช้ง
ส้มโอ
มะนาว
ดาวพระศุกร์
ปลาทอง
เจนนิเฟอร์
หนูป่าวน๊า เค๊ามาเอ๊ง
แต่ละตัวก็กินกันจุ และกินจุ๊บจิ๊บมากมาย
กินเก่งกันจนเจ้าบ้านอย่างเราต้องขูดเงินในท้องพระคลัง
เอามาซื้ออาหารแมวเพื่อปรนเปรอเหล่าบรรดาเนะโกะจั๊มพ์
ช่วงนี้ก็กินอาหารเม็ดกันไปก่อนนะลูกๆ
เดี๋ยวปลายปีโบนัสแม่ออกจะไปเหมาสเต็กปลาไฮโซมาให้กินกัน
นี่เราไม่ได้เลี้ยงทูน่าสเต็กแมวมานานมากๆแล้วนะเนี่ย
แมวที่บ้านก็รับประทานแต่วิสกัสกับมีโอแบบฝืดๆคอ
(ถึงจะเบื่อโคตร ... แต่ก็ต้องกินเพื่อความอยู่รอดนะจ๊ะเด็กๆ)
รอมของ NDS เขามีเกมส์เลี้ยงแมวด้วยหน่ะฮ๊า

แมวใน NDS ของเราชื่อ โรตี จิ้มจุ่ม และ กิมอัน
วิธีการเลี้ยงก็เหมือนแมวจริงนั่นล่ะฮ่า
ให้ความรักโดยการเอา Stylus ลูบหัวลูบหาง
ให้ข้าว ให้น้ำ เก็บอึ แปรงขน ซื้อของเล่นให้ (มีแต่งตัวแมวด้วย)
แต่แมวเทคโนไม่ต้องเสียตังค์ซื้อวิสกัส
และ อึ ไม่เหม็นจ้า ...
หนังสือเดินทางเพิ่งจะหมดอายุ

นั่งเปิดหนังสือเดินทางไปทีละหน้าก็พบว่า
5 ปีที่ผ่านมาบน Passport เราเดินทางไปทั้งหมด 5 ประเทศ
ดูจากปีที่เดินทาง สรุปว่าเราได้เดินทางปีละครั้ง 5 ปี 5 ประเทศ
ปีแรก ไปลาว

เป็นการไปเที่ยวแบบแบกเป้ฉายเดี่ยวครั้งแรกของเรา 11 วัน ตื่นเต้นสุดๆ
โดยเฉพาะตอนนั่งเรือช้าจากหลวงพระบางมาออกเชียงของ
จำได้ว่า ขากลับ นั่งรถไฟจากเชียงใหม่มากรุงเทพ
เราตื้นตันใจจนน้ำตาแทบไหลพราก ประมาณว่า ... โอ้ว เดี๊ยนทำได้
คือการเดินทางครั้งนั้น เป้าหมายของเราคือ ล้างปมแห่งความขี้กลัว ขี้กังวล
และทำฝันให้เป็นจริง (สมัยเป็นนักศึกษาฝันอยากเที่ยวเมืองนอกแบบ Backpacker)
ปีที่สอง ไปอิหร่าน

ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกด้วย เครื่องบิน บินไปลงเตหะราน
แล้วก็นั่งเครื่องบินภายในไปเมือง Mashad อีกต่อนึง
มองจากหน้าต่างเครื่องบินเห็นข้างล่างเป็นทะเลทราย สวยจนต้องอ้าปากค้างงงงงง
อยู่อิหร่านต้องโพกผม แต่งตัวมิดชิด อาหารก็แปลกๆ (กินคีบับ สลัดผัก กับซุปถั่วเละๆแทบทุกมื้อ)
มื้อแรกๆก็กินได้ แต่พอเข้าปลายอาทิตย์ก็ทนไม่ไหวแล้ว (เราไม่ชอบเนื้อแกะ)
คิดถึงข้าวเหนียว ส้มตำ ลาบ น้ำตก ปลาแดก อย่างรุนแรงบ้าคลั่ง
แต่โดยรวมแล้วก็สนุกดี
สนุกตอนไปเดินเที่ยว Bazar เวลากลางคืน แล้วก็ถ่ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆรูป
ปีที่สาม ไปเวียดนาม

พกตังค์ไป 8 พันบาท
ไปอยู่เวียดนาม 13 วันเจอเวียดนามโกงจนวันหลังๆชักจะเริ่มขำๆ (เพราะเริ่มชิน)
แต่อาหารเวียดนามอร่อยมาก เราเอ็นจอยกับการกินเฝอไม่ซ้ำแบบเฝอน้ำ เฝอแห้ง เฝอขลุกขลิก
ทั้งของคาวของหวาน สั่งเลย อร่อยทุกอย่าง
ปีที่ไป เป็นช่วง Summer อากาศร้อนและแดดแรง
แต่ก็มันส์ดีนะ กลับมาตัวดำเป็นถ่าน
ปีที่สี่ ไปพม่า

ตั้งใจว่าจะไปคนเดียวแบบเหงาๆ 
แต่ดันมีมนุษย์ต่างดาวร่วมเดินทางโผล่มาอีกสอง
มาคิดๆดู ถ้าไม่มีสองคนนี้มาด้วย คงต้องเหงาแน่ๆๆๆๆๆๆๆ
อย่างน้อยเวลานั่งกินข้าว ก็มีคนนั่งคุย นั่งเม้าท์ และนั่งหัวเราะก๊ากๆๆๆ
ทริปนี้ทรหดและอึดสุดๆทั้งนั่งรถ นั่งเรือ นั่งเกวียน ขี่ม้า ปั่นจักรยาน นั่งเครื่องบิน และเดินๆๆๆๆๆๆ
ถ้ามีใครถามว่า ที่ๆเคยไปเที่ยวมาทั้งหมด ชอบที่ไหนมากที่สุด
ก็คงเป็นพม่าเนี่ยแหล่ะ
ปีที่ห้า ไปญี่ปุ่น

ไม่เคยคิดว่าจะได้ไปญี่ปุ่น เพราะไม่มีปัญญา แพงเกินไป ต้องเก็บเงินนานแต่อยู่ดีๆ
จู่ๆ ก็ได้ไปซะงั้น แถมไปฟรีอีกต่างหาก
ญี่ปุ่นนี่เป็นประเทศที่มีอะไรสนุกๆให้ดูเยอะมาก
ธรรมชาติก็สวยจนสามารถขัดเกลาภาวะทางจิตใจได้เป็นอย่างดี
อาหารก็อร่อย อากาศก็ดี เหมือนสูดโอโซนที่ผสมน้ำแร่ชั้นเลิศ
ถามว่าชอบไหม .... ชอบบบบบมากกกกก อยากไปอีก อีก และ อีก
Passport เล่มใหม่ ยังว่างเปล่า
ไม่รู้ว่าเราจะได้ไปไหนอีกบ้างหนอ ?
ต้นปีหน้า เราจะเริ่มงานใหม่ละ
ปลายปีนี้ จึงเป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่จะได้ทำงานที่นี่ (มีแอบเศร้าเล็กน้อย)
เราทำงานอยู่ที่เดิมมา 6 ปีเต็มๆ
6 ปีนี่ก็นานเหมือนกันนะเนี่ย ถ้าอยู่นานกว่านี้สงสัยจะขี้เกียจแหง๋ๆ
ตอนนี้ก็ได้เวลาเสียที ที่จะออกไปเจออะไรใหม่ๆ
และก็ไปทำอะไรอย่างที่ใจตัวเองชอบและรักที่จะทำจริงๆซะที (นะ)
ก่อนหน้านี้เราคิ๊ด คิด คิด นั่งคิด นอนคิด ตีลังกาคิด
แต่หลังจากพิจารณาและทบทวนความต้องการในชีวิต (อย่างถ้วนถี่)
ก็ตกลงใจว่า ... ฉันจะไปทางนี้ ประมาณนี้ล่ะ
เดี๊ยนต้องรีบตัดสินใจ เพราะว่าเริ่มจะแก่แล้ว ... แฮ่
เราชอบการเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยชีวิตก็ก้าวไปอีกขั้น
ไม่ว่าจะเปลี่ยนในทางที่ดีหรือไม่ดี ก็ยังดีกว่าให้ชีวิตมันไปแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้
ชีวิตนี้มันเป็นของเราหนิ เราสามารถบังคับหัวเรือว่าเราจะแจวหรือจะพายไปทางไหน

หมีอ้วนนี่เป็นสัญลักษณ์ประจำที่ทำงานใหม่ของเรานะ น่ารักไหม
pls : โฮสต์เก็บรูปของเราเค้าปรับปรุงเว็บชั่วคราว
ทำให้รูปในบล็อกของเราหายไปด้วยตอนนี้เลยมีรูโหว่เต็มบล็อกไปหมด
