tick-books




เพิ่งอ่าน  ฮิโตะคะเกะ : หญิงสาวผู้หวาดกลัวความสุข   บนรถเมล์แบบม้วนเดียวจบ

ปิดหนังสือแล้วก็อึ้งๆไปเล็กน้อย ...


เมื่อที่ได้อ่านงานเขียนของ โยชิโมโต บานานา ไม่ว่ากี่เรื่องต่อกี่เรื่อง

พออ่านจบ ก็รู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกๆอยู่ที่คอ แก้มร้อนๆ ตาแดงๆ หายใจติดๆขัดๆ

คุณโยชิโมโตนี่เธอก็ช่างเป็นนักเขียนที่มีรสมือแปลกปร่า ประหลาดลึกล้ำดีจริงๆเลยนะ



อ่านจบไปแล้วหนึ่งรอบ

ก็อยากจะหาเวลานิ่งๆและเงียบๆ ค่อยๆละเลียดเล็มอ่าน ... อีกสักรอบ


ทั้งๆที่เนื้อหาในเรื่องก็มีตัวละครหลักๆอยู่แค่ ... คน 2 คน

เรื่องราวของคนสองคนที่มีอดีตในวัยเยาว์ที่(ค่อนข้าง)แปลกประหลาด

และสะเทือนจิตใจ(พอสมควร)


แต่โลกกลมๆก็มีแรงดึงดูดและแรงโน้มถ่วง พาให้คนสองคนที่ว่านั่น มาใช้ชีวิตร่วมกัน

เป็นความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ที่ ... ดูอ้างว้าง ขาดๆหายๆ - ติดๆดับๆ

ชีวิตที่ต่างคนต่างก็มีปมที่ผูกมาคนละแบบ

ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ว่านี้


มันทำให้เรานึกถึงคำว่า 
 ' สิ่งที่เหมือนกันจะดึงดูดเข้าหากัน'

บางทีไอ้ความประหลาดของอีกฝ่าย ก็อาจจะช่วยลบปมบางอย่างให้กับอีกฝ่าย

เหมือนเป็นการบำบัดภาวะลุ่มๆดอนๆของจิตใจ

และช่วยเติมบางอย่างที่ขาดหายไปในช่วงชีวิตวัยเยาว์ ...เยียวยาให้กันและกัน

ก็อาจเป็นไปได้

 



ใครว่า ความผิดปกติ ไม่ดี  ... ดิฉันขอเถียง

 

ความบูดๆเบี้ยวๆ  

บางทีมันก็มีความงามซ่อนอยู่นะ




ตอนที่อยู่ญี่ปุ่น
อย่างแรกที่เราอยากจะไปก็คือ ร้านหนังสือ

นี่ถ้าไม่ติดเรื่องน้ำหนักของกระเป๋า
เราคงหอบหนังสือกลับมาเมืองไทยอีกหลายสิบโล 

คนญี่ปุ่นชอบอ่านหนังสือ  ขนาดนั่งหรือยืนโหนบนรถไฟก็จะอ่านหนังสือกัน 
หนังสือที่ญี่ปุ่นมีหลากหลายประเภทมาก หนังสือแต่ละแบบก็จะมีกลุ่มผู้อ่าน

ว่ากันว่า ไม่ว่าจะทำอะไรในญี่ปุ่น ก็จะมี "ตลาด" ของตัวเองทั้งนั้น

แสดงว่าคนญี่ปุ่น มีความสนใจค่อนข้างหลากหลายเลยทีเดียวเชียว 

เห็นแล้วก็อิจฉาเค้า
 
ถ้าเป็นเมืองไทย ทำอะไรแปลกๆ
หรือนำเสนออะไรที่คนส่วนใหญ่เค้าไม่ค่อยทำกันก็จะไม่ค่อยรุ่งเท่าไหร่
 

ไปร้านหนังสือที่ญี่ปุ่นคราวนี้
เราตั้งใจไปซื้อหนังสือของบานานา โยชิโมโต


ถึงจะอ่านไม่ออก  แต่ก็หวังว่า สักวันคงจะอ่านภาคภาษาต้นฉบับออก
เป็นความฝันเล็กๆว่า ถ้าได้อ่านผลงานของนักเขียนที่เราชื่นชอบแบบที่ไม่ต้องผ่านการแปล
ก็คงจะดีไม่น้อย ...


เล่มกลางคือ ฮิโตะคะเกะ 
ออกแบบปกโดย ตั้ม วิศุทธิ์
  พรนิมิตร
นักวาดการ์ตูนคนไทยที่ตอนนี้ไปโด่งดังที่ญี่ปุ่นซะแล้ว 

ซ้ายสุด คือ ท์ซึกุมิ  ส่วนเล่มขวาคือ Kitchen

ราคาหนังสือที่ญี่ปุ่นถือว่าไม่แพงจนเกินไป (พอจะสู้ไหว)

แต่ถ้าอยู่ในร้านหนังสือนานๆ

มันก็ไม่ดีต่อสุขภาพเงินเยนในกระเป๋านะ


เราเลือกซื้อหนังสือเล่มนี้มาฝากเพื่อนของเราคนหนึ่ง

เป็นของฝากจากแดนอาทิตย์อุทัย

เป็นของขวัญต้อนรับวันใหม่ๆ สำหรับปีใหม่

 

และก็ตั้งใจว่าจะมอบหนังสือเล่มนี้ถึงมือผู้รับแบบให้กับมือ

นี่คือความตั้งใจตั้งแต่แรก


แต่คาดว่า

ตอนนี้ผู้รับคงยังไม่พร้อมจะเจอเราสักเท่าไหร่



 

ก็ไม่เป็นไรนะ

จะอย่างไรก็แล้วแต่ ...

ราชสาส์นจากเจ้าชายน้อย ก็จะยังถูกส่งไปให้

ตามความตั้งใจของเราเหมือนเดิม


รอรับพัสดุภัณฑ์ด้วยล่ะเพื่อน

  




อ่าน MUD ฉบับปฐมฤกษ์จบแล้ว

สนุก และ เพลินๆดี (ชอบกลิ่นกระดาษ  หอมเหมือนกระดาษหนังสือเรียนสมัยประถม)

เวลาที่เห็นคนทำหนังสือกลุ่มเล็กๆ ทำอะไร
"จ๊าบๆ" แบบนี้

ก็รู้สึกสนุก และ คึกคักตามไปด้วย




ในฐานะที่เราเป็น คนอ่าน คนดู  (โดยเฉพาะชอบอ่านชอบดูการ์ตูนที่วาดเขียนโดยคนไทย)

ก็จะตามดู ตามอ่าน ตามไปเชียร์แบบเงียบๆ และตามไปอุดหนุนกันต่อไป
   



+ อยากอ่านเล่มสองแล้วจ๊า +


ทำให้

กระเป๋าแบนไง


ก็ว่าจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่ามีงานสัปดาห์หนังสือ
เพราะเพิ่งถอยไอ่ป๊อดไปแหม่บๆ (ตั้งใจจะประหยัดนะเนี่ย)
แต่ก็แว่บไปจนได้ (อ่ะนะ)


พยายามจะไม่เดินแบบสะเปะสะปะ
เพราะงบจะบานปลาย
เลยวางแผนไว้ตั้งแต่บนรถไฟฟ้าว่าจะไปซื้อหนังสือเล่มที่อยากได้จริงๆ

โหย
  เดินแค่ครึ่งชั่วโมง
ตบมาสิบกว่าเล่มอ่ะ (อ่ะจ๊ากกก)

เอาหนังสือที่ซื้อมารีวิว ซึ่งเราชอบนะ 
แบบว่าเฮ่ย เราอ่านเล่มนี้ เธออ่านอะไรอยู่
ชาวบล็อกอ่านเล่มไหนกันแล้วบ้างก็บอกกันได้นะ


MUD
เล่มสองมาแว๊ว เห็นบนแผงแล้วแม่อยากกรี๊ด


ควันใต้หมวก

การ์ตูนขนาดยาว เป็นเรื่องความรักของคนสองคน ที่ไม่น่าจะโคจรมาพบกันได้
ไปงานหนังสือทีไร ต้องได้หนังสือการ์ตูนของคุณตั้มทุกที
 


เกียวโตไดอะรี่
(
Kyoto Diary)
พอเปิดหนังสือเล่มนี้ เหมือนใครมาฉายภาพซ้ำ
เกียวโตทำชีวิตของเราเปลี่ยนไปจริงๆด้วยนะเนี่ย ...
(สัญญาว่าจะกลับไปอีกครั้งนะจ๊ะเกียวโตจ๋า)
(ตอนนี้ก็เปิดหนังสือดูรูปไปพลางๆก่อน)



นอนใต้ละอองหนาว
โดย ปราบดา หยุ่น
เราชอบชื่อเรื่องอ่ะ (ละอองหนาวที่ว่าคือหิมะ)
น้องในบูธบอกว่า
" พี่ๆ  เรื่องนี้อีโรติคมากๆ "
" เหรอๆ ... เอาๆๆๆๆ เอามาเลย "  -  - "



อย่างน้อยที่สุด

เล่มนี้เคยยืนอ่านฟรีที่ Kinokuniya นานแล้วล่ะ

แต่ไม่ซื้อเพราะมันเหลือเล่มเดียว(และก็เยินมาก)

และหลังจากนั้นห็หายากมาก (หมดสต๊อค)
ไปหาซื้อทีไหนก็หมด
เป็นบทสัมภาษณ์พี่ต้อม เป็นเอก ที่อ่านล้วจี๊ดๆจ๊าดๆ
พี่เค้าบ้าดี (แต่โคตรเจ๋งเลยอ่ะ)



หมดตังค์ที่บูธไต้ฝุ่นเยอะสุด
แต่แอบปลื้มการออกแบบปกของสำนักหนังสือที่นี่
การคัดเลือกกระดาษ รวมทั้งรายละเอียดเล็กๆน้อยในการพิมพ์
อย่างเช่นตัวหนังสือบนปกที่นูนๆ เคลือบพื้นผิวแปลกๆ จับๆคลำๆแล้วมันเพลินมือดี
กลิ่นกระดาษก็มีส่วนสำคัญ หนังสือของสำนักพิมพ์นี้
กลิ่นกระดาษมันหอมๆตุ่ยๆ ไม่ฉุนหมึกจนเวียนหัว
การออกแบบรูปเล่มหนังสือ มันคืองานศิลปะอย่างหนึ่งเลยนะ



แวะมาที่บูธวงกลม อยากได้อีกหลายเล่ม  แต่ต้องตัดใจซะบ้าง
เอาไว้ค่อยๆทยอยซื้อละกัน (ปลอบใจตัวเอง)
ซื้อแค่เล่มนี้เล่มเดียวเอง


กองทัพซูชิ

เล่มนี้ก็อยากได้มาน๊าน
แต่ไปเจอในร้านส่วนใหญ่มักจะเยิน
ตอนนี้เราชอบหนังสือพวก Comic Essay มากๆเลย
(แล้วเราก็ชอบกินอาหารญี่ปุ่นมากๆด้วย)

ขนาดเปิดดูรูปวาดยังน้ำยายไหยเยยยยยย

ส่วน 2 เล่มข้างล่างนี้ ซื้อที่บูธ สสท.
ซื้อในงานจะถูกกว่าซื้อที่ร้านหนังสือในศูนย์


มารยาทในการทำงาน

ซื้อเพราะเป็นหนังสือภาพการ์ตูนอีกแล้วครับท่าน
แหม คนญี่ปุ่นนี่ก็พิธีรีตองในการทำงานเยอะมากๆเลยนะนั่นน่ะ
ถ้าเราไปทำงานเป็นสาวออฟฟิศที่ญี่ปุ่น
สงสัยคงโดนไล่ออกตั้งแต่วันแรก  เหอๆๆๆๆๆ


ภาษาญี่ปุ่นง่ายๆสไตล์การ์ตูน
ตอน ชีวิตในญี่ปุ่น
อ่านเพื่อบิ๊วอารมณ์ตัวเองให้ขยันให้มากกว่านี้
ด้วยการเอาการ์ตูนมาปลุกใจให้ฮึกเหิม (คิดว่าน่าจะช่วยได้บ้างนะ)
จะขี้เกียจกันไปถึงหนายหนอเรา


แวะไปที่บูธมติชน โอ้คนเยอะมั่กมาก อย่างกับแจกหนังสือฟรี
แต่หนังสือที่นี่น่าอ่านทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกหนังสือแปล
อ๊ะ อยู่ที่นี่นานๆไม่ดี 


Kafka on the Shore
ของ ฮารูกิ มูราคามิ มาลองอ่านงานของมูราคามิ เพราะซาชิซังแท้ๆ
เล่มนี้หนามากๆ  จะอ่านจบวันไหนก็ไม่รู้


Pinball ' 1973

ของลุงมูอีกเช่นกัน
(เราว่างานเขียนของมูราคามิแปลกมากๆเลยนะ  ออกแนวแฟนตาซีกึ่งๆหลอนๆ)


MURAKAMI ศาสดาเบสเซลเลอร์
โดย 'ปราย พันแสง
สงสัยว่า ทำไมมูราคามิ เค้าสามารถเขียนหนังสือแล้วคนอ่านกันทั่วโลก
มันต้องมีอะไรแน่ๆ
เล่มนี้รวมบทความวิเคราะห์งานเขียนของมูราคามิ แล้วก็หนังสือที่เค้าเขียนมาทั้งหมด
มีแบบแปลและตีพิมพ์หลายชาติหลายภาษามากๆ
โห  มีหลายเล่มที่เราไม่คุ้นตาและไม่เคยอ่านเลย

งานหนังสือปีนี้ สังเกตกันไหมว่า บรรยากาศเงียบสงบดี (ถึงคนจะเยอะแต่รู้สึกสบายหู)
ไม่มีเสียงลำโพงดังทะลุแก้วหูแบบปีก่อนๆ
คิดว่าทางผู้จัดคงมีมาตรการควบคุมเสียงในแต่ละบูธ โดยเฉพาะค่ายใหญ่ๆ (หรือเปล่าหว่า)
เพราะหลายปีที่ผ่านมา เราปวดหัวกับเสียงลำโพงที่แต่ละสำนักพิมพ์บิ๊กๆแข่งกัน
Hard sale
มาเลือกซื้อหนังสือแบบเงียบๆสงบๆ มันเป็นอะไรที่สบายใจมากๆเลยฮ่า

คนอ่านเค้ารู้กันหน่ะ ว่าตัวเองจะซื้อหนังสืออะไร
ไม่ต้องขยายเสียงให้ดังมากขนาดนั้นก็ได้