เราเป็นคนมีเพื่อนเยอะไหม ? ...
ไม่รู้เหมือนกัน
รู้แต่ว่าเพื่อนที่เราจะทะนุถนอมเก็บเอาไว้ในลิ้นชักส่วนตัว
แบบที่เรียกว่า เพื่อน ได้แบบสนิทปากสนิทใจ ไม่ใช่แค่คนรู้จักกันเฉยๆ
ก็มีไม่มากมายสักเท่าไหร่ ... น้อยถึงน้อยมากเลยทีเดียวเชียวแหล่ะ ...
...
เมื่อวันก่อนเรามีนัดไปกินข้าวเย็นที่ตลาดสามย่านกับเพื่อน 2 คน
2 คนที่มากันคนละทิศละทาง ... ไม่น่าจะมาเจอกัน
แต่แล้วก็มาเป็นเพื่อนกับเราจนได้
สองท่านที่เรากำลังจะเล่าให้อ่านคือ
สิรินดา กับ ฮิโรชิ
สิรินดา หรือ พี่ตา นักวิจัยที่มีงานอดิเรกเป็นนักเขียนนิยายรักหวานซึ้ง
(ติดตามผลงานของเธอได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป)
พี่ตาเป็นผู้หญิงหวานนอก แต่จริงๆแล้วบู๊ (ผิดกับเราที่ทั้งบู๊และเถื่อนถ่อยทั้งข้างนอกข้างใน)
เรากับพี่ตาเดินทางด้วยกันครั้งแรก(และรู้จักกันครั้งแรก) ที่ประเทศอิหร่าน
ประเทศที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์การเดินทางของใครๆ
หลังจากนั้นมา เราก็นัดเจอกันนิดหน่อย เจอกันปีละครั้งได้มั๊ง
แต่อย่างไรไม่รู้ ...
สวรรค์ก็นำพา เราสองคนแบกเป้ไปเที่ยวเวียดนามกัน(แบบงงๆ)
ทริปนั้นเราไปกัน 9 วัน(แบบกระเป๋าแบนๆ)
แต่ 9 วัน ก็ทำให้รู้จักนิสัยกันอย่างกับว่ารู้จักกันมา 9 ปี
นิสัยด้านมืดด้านสว่างจะถูกเปิดเผยก็ตอนไปเที่ยวด้วยกันหลายๆวันเนี่ยแหล่ะว๊า
อีกคนหนึ่ง คือ ฮิโรชิ
เจแปนนีส ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำรายได้ดีที่ประเทศตัวเอง
ประเทศที่ฮิโรชิบอกว่า " ไม่มีพื้นที่ว่างๆให้ผมยืน" และ อยู่ที่นั่นแล้วประสาทจะแดก
จากนั้นฮิโรชิก็ตัดสินใจย้ายมาสิงสถิตสถาวรอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร
เรากับพี่ตาเจอฮิโรชิครั้งแรกบนรถตู้เข้าเมืองที่สนามบินนอยไบ
เนื่องจากบังเอิญโดยสารมาในเครื่องบินลำเดียวกันและก็จะหารถเข้าไปในตัวเมืองฮานอยเหมือนกัน
เราคุยกันและทักทายกันธรรมดาตามประสานักท่องเที่ยว
เมื่อรถตู้มาส่งถึงที่พักของแต่ละคน ... ต่างก็โบกมือลาและบอกว่าโชคดีตามธรรมเนียม
.
.
.
โลกนี้มันก็ไม่ใช่เล็กๆ
ไม่คิดว่าจะมาเจอกันอีก
แต่เราก็มาเจอกันอีก ... จนได้...
มันแปลกไหมเล่า !
ฮิโรชิเป็นเพื่อนชาวต่างชาติที่เราสนิทมากที่สุด
ปกติคนญี่ปุ่นจะมีนิสัยออกแนวดาร์คที่คนไทยอย่างเราเข้าใจยาก
แต่ฮิโรชิ เป็นญี่ปุ่นที่เปิดเผยนิสัยและความคิดอย่างไม่มีปิดบังซ่อนเร้น
และที่สำคัญ ฮิโรชิเป็นคนใส่ใจและมีน้ำใจกับเพื่อนพอสมควร...
สิรินดาและฮิโรชิ ล้วนแล้วแต่เป็นมิตรที่ถูกเก็บเกี่ยวมาจากการเดินทางของเรา
มันเป็นเรื่องแปลกดีเหมือนกัน ที่เส้นทางของแต่ละคน มันขีดมาให้ชนกัน
ขีดให้เจอกัน แล้วก็ดีดออกไปคนละทาง
สักพัก ... เส้นที่ว่าก็โคจรมาชนกันใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า วนๆเวียนๆกันอยู่อย่างนี้
หรือว่าเราจะทำกรรมร่วมกันมาคะคุณขา ...
.
.
.
ความเป็นเพื่อนมันงอกงามตามธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรให้มากความ
มันไปของมันเรื่อยๆ ... ไม่เรียกร้อง ไม่โหยหา เพราะมันถูกจัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสม
มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับเรา ... แปลก ... แต่ดีนะ
สำหรับคนเถื่อนถ่อย(แถมปากหมา)อย่างเรา ยิ่งอายุมากขึ้น เพื่อนยิ่งเหลือน้อยลง
ถ้าปริมาณมันน้อยลงอย่างที่ว่า แต่คุณภาพมันคับแก้ว
เราว่ายังดีกว่าให้ชีวิตเราร่ำรวยรายล้อมไปด้วยเพื่อนในปริมาณที่มากมาย
แต่รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ...
.
.
.
อาหารมื้อนั้นที่ตลาดสามย่านอร่อยดีนะ
แต่ความรู้สึกดีๆ มันมีมากกว่า
ไม่รู้ว่าเราจะเป็นเพื่อนกันไปนานสักแค่ไหน
รู้แต่ว่า ... ยังไงเราก็จะได้เจอกันอีก
.
.
.
ถึงเราจะโชคไม่ดีในบางเรื่อง
แต่เรามีเพื่อนดีๆ ... แค่นี้ ก็ดีมากมายแล้วล่ะ